นายพิพัฒน์ ระบุว่า ในความเป็นจริงแล้วนอกจากกลุ่ม "2 น." ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งแล้ว ก็ยังมีกลุ่ม "พ." เข้าไปเกี่ยวเนื่องด้วยอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้ตนได้มีการพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจกันภายในพรรคเรียบร้อยแล้ว และขอให้ความมั่นใจว่าทุกสิ่งทุกอย่างในการทำงาน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จะมีการหารือร่วมกับตนเองและอีก 1 น. อยู่เสมอ ทุกกระบวนการมีการประสานงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด การที่มีกระแสข่าวออกมาว่าพวกเราแตกคอกัน โดยเฉพาะกลุ่ม 2 น. หรือบวกอีก 1 พ. นั้น ขอยืนยันว่าความสัมพันธ์ของพวกเรายังคงเป็นปกติ
อย่างไรก็ตาม นายพิพัฒน์ยอมรับว่า ในการทำงานร่วมกันย่อมมีบางครั้งที่อาจจะมีการพูดคุยถกเถียงกันบ้างในบางประเด็น หรือในบางเรื่องอาจมีการละเลยไปบ้างเนื่องจากไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่ขอย้ำชัดๆ ว่าไม่มีความขัดแย้งรุนแรงใดๆ เกิดขึ้นภายในพรรคภูมิใจไทยแน่นอน
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นที่สังคมมองว่า ความขัดแย้งดังกล่าวอาจมีชนวนเหตุมาจากการจัดระเบียบและบริหารประเทศ
นายพิพัฒน์ กล่าวชี้แจงว่า "นายกรัฐมนตรีคือผู้บริหารประเทศ แต่อีก 1 น. ที่ถูกกล่าวถึง ไม่ได้เข้ามาแทรกแซงหรือยุ่งเกี่ยวในการบริหารราชการแผ่นดินเลย เพราะผู้บริหารประเทศเบอร์หนึ่งคือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล การที่มีกระแสข่าวว่ามีบุคคลอื่นเข้ามาแทรกแซงนั้น ยืนยันว่าไม่มีอย่างแน่นอน"
นายพิพัฒน์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของการให้คำแนะนำหรือให้คำปรึกษานั้น ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหน หรือผู้นำประเทศใดในโลก ต่างก็ต้องมีทีมที่ปรึกษาคอยช่วยแนะนำในแต่ละด้าน ซึ่งการให้คำแนะนำในเรื่องเฉพาะทางนั้น ผู้เชี่ยวชาญก็จะเป็นคนเดิมๆ เพราะความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านของแต่ละบุคคลมีไม่เท่ากัน
"ซึ่งตัวนายอนุทินเองก็มีทีมที่ปรึกษาจำนวนมาก การให้คำแนะนำจึงเป็นไปตามกรอบความเชี่ยวชาญของแต่ละคน พร้อมทั้งกล่าวย้ำในตอนท้ายเพื่อความมั่นใจว่า ภายในพรรคภูมิใจไทยไม่มีความขัดแย้งกันอย่างแน่นอน" นายพิพัฒน์ เผย