ในการอภิปราย นายวสวรรธน์ ได้หยิบยกข้อมูลโครงการพัฒนาเส้นทางคมนาคมตามแนวชายแดนขึ้นมาแสดง โดยระบุว่า มีการดำเนินการไปแล้วกว่า 60 เส้นทาง อยู่ระหว่างดำเนินการ 72 เส้นทาง และยังไม่ได้ดำเนินการอีกกว่า 20 เส้นทาง เมื่อรวมเส้นทางย่อยอื่น ๆ แล้ว มีเกือบ 300 เส้นทางที่ยังสะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการจัดสรรงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน
นอกจากนี้ ยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงงบประมาณสำหรับการก่อสร้างและปรับปรุงเส้นทางในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีการดำเนินโครงการรวมระยะทางกว่า 114 กิโลเมตร วงเงินสูงถึงกว่า 763 ล้านบาท
โดยเรียกร้องให้มีกระบวนการตรวจสอบความคุ้มค่า ความโปร่งใส และการกระจายประโยชน์ให้เข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึงจริง ๆ ไม่ให้เกิดข้อกังขา
ไฮไลต์สำคัญของการอภิปราย อยู่ที่การเปิดเผยข้อมูลในเอกสารงบประมาณ
โดย นายวสวรรธน์ กล่าวว่า "ผมอุตส่าห์ดีใจเห็นงบก่อสร้างรั้วในหน้า 749 ของเล่มคาดแดง งบกลาโหม เจอคำว่าก่อสร้างรั้ว แสดงแนวเขต และป้องกันการบุกรุก และใช้ประโยชน์ของกองทัพบก จำนวน 65,017,000 บาท
แต่สุดท้ายสรุปว่าเป็นเพียงงบรั้วตามค่ายทหารหรือแนวเขตที่ทหารใช้ประโยชน์ ไม่ใช่รั้วตามแนวชายแดนเลย ความจริงใจของรัฐบาลอยู่ตรงไหน หรือปล่อยให้งบลอยไปลอยมา"
นายวสวรรธน์ ยังได้ทวงถามถึงความคืบหน้าการเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสียและทหารที่ทุพพลภาพจากเหตุการณ์ปะทะรอบ 2 ซึ่งเวลาล่วงเลยมาจนจะครบ 1 ปีแล้ว แต่ครอบครัววีรบุรุษเหล่านั้นยังคงไม่ได้รับเงินเยียวยาจำนวน 10 ล้านบาท เนื่องจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แจ้งว่าอยู่ระหว่างการรอเอกสาร เช่นเดียวกับเงินเยียวยาตามศูนย์พักพิงที่ยังไม่มีความคืบหน้า
"ดีกรีการจัดงบประมาณที่บอกว่ารักทหาร รักชาติ ดูเบาบางลงไปมาก ไม่เหมือนตอนหาเสียงและตอนแถลงนโยบายเลยครับ ท่านเอาเสียงของคนชายแดนไปไว้ที่ไหนหมด หรือลืมไปแล้วเพราะได้เป็นรัฐบาลแล้ว ตอนหาเสียงท่านลงพื้นที่ชายแดนตลอด แต่พอได้เป็นรัฐบาล งบสร้างรั้วตามแนวชายแดนในพื้นที่ที่เหมาะสม และเสียงของพลชายแดนกลับหายไปพร้อมกับผลการเลือกตั้งหรืออย่างไร" นายวสวรรธน์ กล่าวตอกย้ำ
ในช่วงท้ายของการอภิปราย นายวสวรรธน์ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนลำดับความสำคัญของงบประมาณประเทศ เพื่อให้เงินภาษีเกิดประโยชน์สูงสุด
พร้อมทั้งขอให้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ในชั้นแปรญัตติ ทำการพิจารณาจัดสรรงบประมาณใหม่ โดยตัดลดงบประมาณในส่วนของงบกลาง เพื่อนำไปกระจายและจัดสรรให้กับพื้นที่ชายแดนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อไม่ให้สังคมรู้สึกว่ารัฐบาลลืมเสียงของประชาชนคนชายแดนที่ส่งพวกท่านเข้ามาทำหน้าที่