svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Nation Story

ARTICLE : ผ่าสมรภูมิอ่าวเปอร์เซีย: แกะรอย ‘7 เกาะปราการเหล็ก’ ของอิหร่านที่สหรัฐฯ ต้องฝ่าก่อนยึดคลังน้ำมัน

29 มี.ค. 2569

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางพุ่งทะลุจุดเดือด ท่ามกลางกระแสข่าวลือหนาหูว่า สหรัฐอเมริกาเตรียมส่งกองกำลังภาคพื้นดินนับพันนายบุกยึด "เกาะคาร์ก" (Kharg Island) ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการส่งออกน้ำมันถึง 90% ของอิหร่าน

ทว่าในสมรภูมิอ่าวเปอร์เซีย เกาะคาร์กเป็นเพียงเป้าหมายปลายทาง เพราะด่านหินที่แท้จริงคือ "7 เกาะยุทธศาสตร์" ที่ทำหน้าที่เป็นปราการเหล็กควบคุมความมั่นคงบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

 

Nation STORY พาไปเจาะลึกแนวป้องกันที่อิหร่านขนานนามว่าเป็น "เรือบรรทุกเครื่องบินที่ไม่มีวันจม" ซึ่งอาจกลายเป็นฝันร้ายของกองทัพสหรัฐฯ หากประเมินสถานการณ์ผิดพลาด

 

🔵 [‘Arch Defense’ โค้งปราการมรณะแห่งฮอร์มุซ]


ช่องแคบฮอร์มุซไม่ใช่เพียงผืนน้ำโล่งกว้าง แต่ถูกควบคุมด้วยเครือข่ายเกาะ 7 แห่ง ได้แก่ อบู มูซา (Abu Musa), เกรตเตอร์ ทูนบ์ (Greater Tunb), เลสเซอร์ ทูนบ์ (Lesser Tunb), เฮงกัม (Hengam), เกชม (Qeshm), ลารัก (Larak) และฮอร์มุซ (Hormuz)

 

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยซุนยัตเซนของจีน และผู้เชี่ยวชาญจากแคนาดา นิยามกลุ่มเกาะเหล่านี้ว่าเป็น "แนวป้องกันหลัก" (Arch Defense) ของอิหร่าน หากลากเส้นเชื่อมต่อเกาะทั้ง 7 จะเห็นถึงความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน โดยเฉพาะเกาะขนาดเล็ก 3 แห่งทางฝั่งตะวันตกสุด (อบู มูซา, เกรตเตอร์ ทูนบ์, เลสเซอร์ ทูนบ์) ที่บีบให้เรือรบและเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ต้องแล่นผ่านในระยะประชิด เนื่องจากข้อจำกัดด้านความลึกของน้ำ



ความแคบและตื้นเขินนี้ทำให้เรือของศัตรูตกเป็นเป้าหมายนิ่ง (Sitting Duck) สำหรับเรือโจมตีเร็ว เรือวางทุ่นระเบิด และฝูงโดรนของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ที่ซุ่มซ่อนอยู่บนเกาะ

🔵 [ยุทธการเจาะเกราะ: โจทย์หินของนาวิกโยธินสหรัฐฯ]


คาร์ล ชูสเตอร์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์ข่าวกรองร่วมของกองบัญชาการแปซิฟิก (US PACOM) ชี้ว่า หากสหรัฐฯ ต้องการส่งหน่วยนาวิกโยธินสะเทินน้ำสะเทินบก (MEU) ทะลวงเข้าไปยึดเกาะคาร์ก กองทัพเรือสหรัฐฯ จำเป็นต้อง "ทำลาย" ฐานทัพอิหร่านบนเกาะยุทธศาสตร์เหล่านี้ให้สิ้นซากเสียก่อน

ปัจจุบัน สหรัฐฯ กำลังระดมกำลังพลจากหน่วย MEU สองหน่วย (ราว 4,000 นาย) และกองพลทหารราบที่ 82 (ราว 1,000 นาย) มุ่งหน้าสู่ตะวันออกกลาง การบุกยึดสามารถทำได้ 2 ทางคือ

 

  •  ทางทะเล: ใช้เรือยกพลขึ้นบกเบาะอากาศ (LCAC) แต่ต้องเสี่ยงฝ่าดงจรวดจากเกาะลารัคและเฮงกัม ซึ่งเซดริก ไลตัน นักวิเคราะห์การทหารเตือนว่า ขีปนาวุธจากลารัคเพียงจุดเดียวก็สามารถปิดตายทางเข้าอ่าวเปอร์เซียได้ทั้งหมด
  • ทางอากาศ: ใช้เครื่องบิน CV-22 Osprey หรือการกระโดดร่มจากที่สูง ซึ่งแม้จะหลีกเลี่ยงแนวป้องกันทางทะเลได้ แต่ก็มีความเสี่ยงสูงจากระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่าน และมีข้อจำกัดเรื่องการขนส่งอาวุธยุทโธปกรณ์หนัก


🔵 [ยึดได้...แต่จะรักษาไว้ได้อย่างไร?]


การโจมตีกวาดล้างเกาะเหล่านี้อาจใช้เวลาตั้งแต่ 2 วันถึง 2 สัปดาห์ สถาบันเพื่อการศึกษาเรื่องสงคราม (ISW) รายงานว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เริ่มปฏิบัติการโจมตีทางอากาศนำร่องทำลายโรงเก็บเครื่องบินและท่าเรือบนเกาะอบู มูซา และเกาะทูนบ์ไปบ้างแล้ว

แต่ความท้าทายที่แท้จริงเริ่มต้นขึ้น "หลังจากการยึดครอง" ศูนย์ซูฟาน (Soufan Center) ประเมินว่า สหรัฐฯ ต้องใช้กำลังพลไม่ต่ำกว่า 1,800-2,000 นาย เพื่อประจำการบนเกาะ ทหารเหล่านี้จะกลายเป็นเป้าล่อเป้าชั้นดีสำหรับฝูงโดรน ขีปนาวุธ และปืนใหญ่ที่ยิงมาจากแผ่นดินใหญ่อิหร่าน ซึ่งอาจดึงสหรัฐฯ เข้าสู่วังวนสงครามยืดเยื้อและสูญเสียกำลังพลจำนวนมหาศาล

🔵 [นาฬิกาจับเวลาสู่สงคราม]


ท่ามกลางการเตรียมพร้อมทางทหาร สัญญาณทางการเมืองก็ตึงเครียดไม่แพ้กัน โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ขยายเส้นตายการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านออกไปเป็นวันที่ 6 เมษายน 2026 เพื่อเปิดทางให้การเจรจา แม้รัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ จะระบุว่ามีความคืบหน้า แต่ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหม กลับยืนกรานท่าทีแข็งกร้าวว่า สหรัฐฯ พร้อมที่จะ "เจรจาด้วยระเบิด"



ช่องแคบฮอร์มุซในวันนี้จึงเปรียบเสมือนถังดินปืนที่รอเพียงประกายไฟ การตัดสินใจบุกยึดเกาะของสหรัฐฯ ไม่ใช่แค่การตัดท่อน้ำเลี้ยงอิหร่าน แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามเต็มรูปแบบที่จะสั่นคลอนระเบียบโลกและตลาดพลังงานไปอีกนาน