เนชั่นทีวี

Nation Story

ARTICLE: วิกฤตสื่อทั่วโลก! เมื่อยักษ์ใหญ่ BBC-Disney เลิกจ้างระเนระนาด สะท้อนอนาคตสื่อไทย จะอยู่รอดอย่างไรในยุคโซเชียล - AI?

16 มิ.ย. 2569 | ธีรวัฒน์ เจริญยศ

ARTICLE: วิกฤตสื่อทั่วโลก! เมื่อยักษ์ใหญ่ BBC-Disney เลิกจ้างระเนระนาด สะท้อนอนาคตสื่อไทย จะอยู่รอดอย่างไรในยุคโซเชียล - AI?

ถ้าสำนักข่าวระดับโลกที่มีงบประมาณมหาศาลและระบบการทำงานที่เป็นมาตรฐานสากลอย่าง BBC, Disney และ Paramount ยังต้องประกาศเลิกจ้างพนักงานรวมกันหลายพันคนในปี 2026 นี้... คำถามสำคัญคือ "สื่อไทย" ที่กำลังเผชิญพายุโฆษณาดิจิทัลหดตัวและวิกฤตความน่าเชื่อถือ จะยืนระยะอยู่รอดได้อย่างไรในสมรภูมิที่ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนกติกาไปตลอดกาล?

สภาวการณ์ที่อุตสาหกรรมสื่อสารมวลชนระดับโลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ นักวิเคราะห์ต่างชี้ตรงกันว่า ไม่ใช่เพียงแค่การชะลอตัวตามวัฏจักรเศรษฐกิจชั่วคราว (Cyclical Downturn) แต่คือ "การล่มสลายเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่" (Structural Collapse) ของรูปแบบธุรกิจสื่อดั้งเดิม

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง (Generative AI) ประกอบกับพฤติกรรมของผู้ชมที่ย้ายออกจากหน้าจอโทรทัศน์และเว็บไซต์ข่าวแบบเดิม ไปสู่ระบบนิเวศวิดีโอสั้นและเศรษฐกิจครีเอเตอร์ (Creator Economy) ได้บีบให้ยักษ์ใหญ่สื่อโลกต้องตัดสินใจหั่นงบประมาณและลดจำนวนพนักงานลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

คำถามคือ... คลื่นความผันผวนนี้จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตคนทำสื่อไทยอย่างไร? และเรามีอาวุธชนิดไหนที่จะใช้เป็นเกราะป้องกันเพื่อความอยู่รอด?



🔵 [ฝันร้ายของสื่อระดับโลก: เมื่อคำว่า "ปรับโครงสร้าง" แปลว่า "คัดออก"]


หากลองกางตัวเลขการเลิกจ้างของสื่อยักษ์ใหญ่ต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมา จะพบความจริงที่น่าตกใจว่าพายุนี้รุนแรงและรวดเร็วกว่าปีไหนๆ

BBC (บรรษัทแพร่ภาพกระจายเสียงอังกฤษ): ประกาศแผนปรับลดพนักงานครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 15 ปี สูงถึง 2,000 ตำแหน่ง เพื่อลดต้นทุนองค์กรลง 10% คิดเป็นเงินสูงถึง 600 ล้านปอนด์ (ประมาณ 2.7 หมื่นล้านบาท) นับเป็นการปรับโครงสร้างครั้งประวัติศาสตร์เพื่อโยกย้ายทรัพยากรไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลแบบสมบูรณ์ โดยแผนกข่าว (BBC News) ซึ่งถือเป็นเสาหลักของวงการสื่อโลก กลับต้องแบกรับการปรับลดกำลังคนลึกที่สุดถึง 15% เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและความคล่องตัวในยุคดิจิทัล

Paramount: หลังจากการควบรวมกิจการกับ Skydance ได้เริ่มกระบวนการเลิกจ้างพนักงานทันทีราว 2,000 คน เพื่อจัดโครงสร้างองค์กรใหม่ให้รับกับยุคดิจิทัลสตรีมมิง

Disney: ภายใต้การนำของซีอีโอคนใหม่ จอช ดามาโร มีรายงานเตรียมเลิกจ้างพนักงานอีกกว่า 1,000 ตำแหน่ง ในกลุ่มธุรกิจบันเทิงและสตรีมมิง

Warner Bros. Discovery: สั่งปรับลดบุคลากรในกลุ่มภาพยนตร์ (Motion Picture Group) ลงถึง 10% เพื่อลดความซ้ำซ้อนของการทำงาน

นี่ไม่ใช่แค่การรัดเข็มขัดธรรมดา แต่เป็นการรื้อโครงสร้างการทำงานใหม่ทั้งหมดเพื่อให้องค์กรคล่องตัวขึ้นในโลกที่ไม่มีใครรอข่าวจากหน้ากระดาษหรือหน้าจอใหญ่อีกต่อไป

ชวนคิดระหว่างบรรทัด... ในวันที่องค์กรสื่อระดับโลกเลือกที่จะ "เฉือนเนื้อตัวเอง" เพื่อความอยู่รอด คนทำงานสื่อในระดับปฏิบัติการจะยังพึ่งพาสังกัดเดิมเป็นหลักประกันความมั่นคงในชีวิตได้อีกนานแค่ไหน?

🔵 [ดิสรัปชันรอบนี้ไม่เหมือนเดิม: Generative AI และพฤติกรรมผู้ชมที่ "กระจายตัว"]


ทำไมคลื่นดิสรัปชันในปี 2026 ถึงสร้างความกังวลใจให้คนในวงการมากกว่าครั้งก่อนๆ?

คำตอบอยู่ในข้อมูลจาก Digital News Report 2026 ของสถาบันรอยเตอร์ (Reuters Institute) ที่ระบุว่า ปัจจุบันผู้บริโภคใช้เวลาอยู่กับสมาร์ตโฟนเฉลี่ย 4-5 ชั่วโมงต่อวัน แต่เวลาเหล่านั้นกลับถูกแบ่งเค้กออกไปอย่างกระจัดกระจาย ผู้ชมรุ่นใหม่ไม่ได้เสพข่าวจาก "แบรนด์สื่อวิชาชีพ" โดยตรงอีกต่อไป แต่หันไปติดตาม "ครีเอเตอร์อิสระ" บน TikTok, YouTube หรือ Instagram แทน

ซ้ำร้าย การเข้ามาของ Generative AI ในการค้นหาข้อมูล หรือ Search Generative Experience (SGE) กำลังทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "Zero-Click Search" (การค้นหาที่ไม่มีการคลิกผ่าน) ซึ่งผู้ใช้งานสามารถอ่านบทสรุปข่าวสารทั้งหมดได้ทันทีจากหน้าผลการค้นหาโดยไม่ต้องคลิกเข้าไปยังเว็บไซต์ของสำนักข่าวเลย ปรากฏการณ์นี้ดึงทราฟฟิก (Traffic) และปริมาณผู้ใช้งานออกไปจากผู้ผลิตข่าวโดยตรง ส่งผลให้รายได้จากยอดคลิกโฆษณา (Programmatic Ad) ดิ่งลงอย่างรุนแรง

แม้ว่าสื่อยักษ์ใหญ่บางส่วนจะเริ่มปรับตัวด้วยการทำข้อตกลง "ขายลิขสิทธิ์เนื้อหาให้ AI" (AI Licensing) เพื่อแลกกับรายได้ทางตรง แต่นั่นอาจเป็นเพียงยาวิเศษระยะสั้นที่อาจกลายเป็นยาพิษทำลายจำนวนคนเข้าชมเว็บไซต์ในระยะยาว

แล้วสำหรับ "สื่อไทย" ที่ไม่มีอำนาจต่อรองมากพอจะไปขายข้อมูลให้บริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติเพื่อเป็นแหล่งรายได้สำรองล่ะ? เรากำลังติดอยู่ท่ามกลางพายุลูกใหญ่โดยไม่มีเสื้อชูชีพอยู่หรือเปล่า?



🔵 [มองย้อนดูสื่อไทย: เรากำลังเดินซ้ำรอยแผลเดิมของสื่อโลกหรือไม่?]


หากมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไกลตัวในฝั่งตะวันตก อาจต้องคิดใหม่ เพราะสัญญาณเตือนภัยเริ่มดังขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว เช่น ในสิงคโปร์ ยักษ์ใหญ่สื่อรัฐอย่าง Mediacorp และ SPH Media ต่างก็เริ่มปรับลดพนักงานและปรับโครงสร้างองค์กรในปีที่ผ่านมาเพื่อตอบรับพฤติกรรมดิจิทัลของประชากร

สำหรับประเทศไทย เม็ดเงินโฆษณา (Ad Spend) ที่เคยเป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงช่องทีวีดิจิทัลและสำนักข่าวออนไลน์ กำลังถูกดูดกลืนเข้าสู่แพลตฟอร์มต่างชาติเกือบทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้น ตลาดโฆษณาในปัจจุบันยังบิดเบี้ยวจากการที่เม็ดเงินไหลไปสู่กลุ่ม "Micro-influencers" และ "KOLs" (ผู้นำทางความคิด) แทนที่จะเป็นสำนักข่าวหลัก ซึ่งเป็นจุดเจ็บปวดที่แท้จริงของวงการสื่อไทยในปัจจุบัน

แน่นอนว่าสื่อไทยไม่ได้กำลังสู้แค่กับ AI แต่กำลังดิ้นรนในตลาดที่ไร้การควบคุม สื่อไทยจำนวนไม่น้อยจึงต้องดิ้นรนลดต้นทุนอย่างสุดตัว หรือเลือกใช้วิธีผลิตเนื้อหาตามกระแส (Clickbait) เพื่อดึงดูด "ยอดวิว" หรือเปลี่ยนรูปแบบการหารายได้ไปทำ Content Marketing จนบางครั้งเส้นแบ่งระหว่าง "ข่าวสารที่มีจริยธรรม" และ "โฆษณา" เริ่มเลือนรางไป

ซึ่งผลลัพธ์ที่น่ากลัวที่สุดของการวิ่งไล่ตามคลิกเบตเพื่อชิงยอดวิวเช่นนี้ คือการลดลงของพื้นที่ "ข่าวสืบสวนสอบสวน" (Investigative Journalism) ที่คอยตรวจสอบสังคมและสร้างอิมแพ็กเชิงบวก เนื่องจากเป็นงานที่ต้องใช้ต้นทุนและเวลาสูง ท้ายที่สุดแล้ว วิกฤตนี้ไม่ได้เพียงแค่ทำลายรายได้ของสำนักข่าว แต่กำลังสั่นคลอนความมั่นคงทางปัญญาและกลายเป็นวิกฤตที่แท้จริงของวงการข่าวไทยในปัจจุบัน

หากสื่อไทยยังยึดติดกับโมเดลธุรกิจเดิมที่หวังพึ่งยอดเข้าชมเพื่อแลกยอดเงินโฆษณา วันหนึ่งที่ AI และระบบอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มปิดกั้นการมองเห็นอย่างสมบูรณ์แบบ เราอาจได้เห็นภาพการเลิกจ้างพนักงานระลอกใหญ่กว่านี้ในบ้านเรา เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับ BBC



🔵 ["ความน่าเชื่อถือ" และ "ความเป็นมนุษย์": เกราะป้องกันสุดท้ายที่ AI แย่งไปไม่ได้]


ท่ามกลางวิกฤตเลิกจ้างและพายุเทคโนโลยีที่โหมกระหน่ำ คนทำสื่อระดับวิชาชีพจะเอาตัวรอดอย่างไร?

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การไปแข่งผลิตความเร็วกับ AI เพราะไม่มีทางที่เราจะเขียนข่าวได้เร็วและมากเท่าระบบอัตโนมัติ แต่สิ่งเดียวที่จะทำให้คนทำงานสื่อยังคง "มีคุณค่า" ในสายตาของผู้บริโภค คือ "ความน่าเชื่อถือ (Trust) ความเป็นมนุษย์ (Empathy) และการสืบเสาะหาความจริงที่ลึกซึ้ง (Investigative Journalism)"

ในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลลวงและข่าวปลอมที่สร้างขึ้นโดย AI ข้อมูลที่มีการตรวจสอบความถูกต้องอย่างละเอียดรอบด้าน มีการสัมภาษณ์จากแหล่งข่าวตัวจริงที่สัมผัสได้ถึงอารมณ์และความรู้สึก จะกลายเป็น "สินค้าหายากและมีมูลค่าสูง" ที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเงินซื้อเพื่อบริโภคข้อมูลที่มีคุณภาพ

การปรับตัวของคนทำสื่อในปี 2026 จึงไม่ใช่แค่การเรียนรู้วิธีใช้เครื่องมือ AI ช่วยเขียนข่าว แต่คือการยกระดับตัวเองไปสู่การเป็นผู้กลั่นกรองและวิเคราะห์ข้อมูลที่สร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกให้แก่สังคม


🔵 [บทสรุป: มองไปข้างหน้าด้วยกัน... สื่อแบบไหนที่เราอยากเห็นในอนาคต?]


วิกฤตการปรับลดกำลังคนของ BBC และสื่อชั้นนำทั่วโลกในปี 2026 ถือเป็น "เสียงปลุก" ครั้งสำคัญที่เตือนให้เราตื่นจากโมเดลความสำเร็จแบบเดิมๆ แม้จะมีพนักงานมากมายต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากในการเปลี่ยนผ่าน แต่นี่ก็อาจเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมสื่อได้ "ล้างไพ่" เพื่อสร้างระบบนิเวศการนำเสนอข้อมูลที่มีคุณภาพ น่าเชื่อถือ และยั่งยืนกว่าเดิม

ในฐานะที่คุณเป็นผู้เสพข่าวสารและเป็นส่วนสำคัญของสังคมไทย คุณคิดว่าสื่อไทยควรปรับตัวอย่างไรเพื่อให้อยู่รอดได้ท่ามกลางยุค AI ครองเมือง? หรือคุณมีไอเดียอย่างไรที่จะสนับสนุน "สื่อคุณภาพ" ให้ทำหน้าที่เสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์เพื่อประชาชน?

ข่าวล่าสุด