เนชั่นทีวี

Nation Story

ARTICLE : ปลดผู้ว่าฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย! เจาะลึกอำนาจหน้าที่ใครกันแน่ที่มีสิทธิสั่ง "ย้าย-ปลด" ซีอีโอจังหวัด?

15 มิ.ย. 2569 | เนตรทราย อัมพชาติ

ARTICLE : ปลดผู้ว่าฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย! เจาะลึกอำนาจหน้าที่ใครกันแน่ที่มีสิทธิสั่ง "ย้าย-ปลด" ซีอีโอจังหวัด?

"คนที่พูดก็ปัญญาอ่อนเต็มทน จะเอาอะไรไปปลดผู้ว่าราชการจังหวัด มท.1 นั่งหัวโด่ตรงนี้ จะปลดยังไงผมอยากจะรู้" นี่คือวาทะเดือดประโยคหนึ่งของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กลางวงประชุมระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยเมื่อช่วงเช้าวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา 

ประเด็นนี้กลายเป็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ทันที เมื่อมีกระแสข่าวลือหนาหูในโซเชียลมีเดียถึงการ "วัดพลัง" กันในจังหวัดภูเก็ต โดยมีแฮชแท็กพาดพิงไปถึงคนใกล้ชิดของ "รองผู้ว่าฯ ซีฟู้ด" ว่ามีพฤติกรรมบุกรุกพื้นที่สาธารณะ และมีการปล่อยข่าวข่มขู่ว่าจะดำเนินการ "ย้าย" หรือ "ปลด" นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตให้พ้นจากเกาะ

 

ดรามานี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องรอยร้าวในศาลากลางจังหวัด แต่ชวนให้คนที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่าวเราๆ ต้องตั้งคำถามว่า... ตกลงแล้วตำแหน่ง "ผู้ว่าราชการจังหวัด" ที่เปรียบเสมือน CEO ของพื้นที่นั้น สามารถถูกใครสั่งปลดหรือสั่งย้ายได้ง่ายๆ ด้วยอิทธิพลท้องถิ่นจริงหรือ?

 

Nation STORY ชวนมาถอดรหัสข้อกฎหมายกันแบบเข้าใจง่าย ว่าอำนาจหน้าที่ที่แท้จริงอยู่ที่ใคร และต้องผ่านด่านอะไรบ้าง!

 

🔵 [ด่านที่ 1: การ "ย้าย" ผู้ว่าฯ ต้องผ่านมติ ครม.]

 

หลายคนอาจจะคุ้นชินกับระบบบริษัทที่รองประธานอาจเลื่อยขาเก้าอี้ประธานได้ แต่ในระบบราชการไทย ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด คือข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง "ประเภทบริหารระดับสูง" ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 การจะสั่งย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดไปอยู่จังหวัดอื่นหรือเรียกเข้ากรุ ไม่ใช่อำนาจของรองผู้ว่าฯ หรือผู้มีอิทธิพลคนใดจะชี้เป็นชี้ตายได้

 

ผู้ที่มีอำนาจตัวจริงในการพิจารณาเสนอเรื่องย้ายคือ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ตามอำนาจของผู้สั่งบรรจุในมาตรา 57 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 แต่ปลัดกระทรวงฯ ก็สั่งย้ายเองทันทีไม่ได้ ต้องนำเรื่องไปขอความเห็นชอบจาก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสียก่อน และสเต็ปสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ ต้องนำรายชื่อเสนอเข้าที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติ หาก ครม. ไฟเขียว จึงจะเข้าสู่ขั้นตอนการนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป

ดังนั้น คำกล่าวอ้างที่ว่าจะใช้เส้นสายท้องถิ่นสั่งย้ายผู้ว่าฯ จึงเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีถึงกับลั่นออกจากปากว่า...

“รองผู้ว่าฯ คนไหนเที่ยวไปบอกประชาชน หรือผู้มีอิทธิพล หรือใครก็แล้วแต่ว่า ใหญ่กว่าผู้ว่าฯ จะย้ายผู้ว่าฯ ได้ ก็ถือว่าดูตลกเชิญยิ้มไปก็แล้วกัน" 

 

🔵 [ด่านที่ 2: การ "ปลดออก" คือโทษวินัยร้ายแรงที่สุด] 

 

ในภาษาชาวบ้าน คำว่า "ย้าย" กับ "ปลด" อาจใช้แทนกันบ่อยๆ แต่ในทางกฎหมาย คำว่า "ปลดออก" (หรือไล่ออก) มีความหมายถึงการลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่งทำให้พ้นจากความเป็นข้าราชการทันที

 

การจะปลดผู้ว่าฯ ได้ ต้องมีหลักฐานชัดเจนว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรง เช่น ทุจริตต่อหน้าที่ หรือประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมายที่รัดกุมมาก ดังนี้

 

  1.   ตั้งคณะกรรมการสอบสวน: ปลัดกระทรวงมหาดไทย (ในฐานะผู้บังคับบัญชา) ต้องเซ็นคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง
  2.   สอบสวนและหาหลักฐาน: คณะกรรมการฯ มีเวลาสูงสุด 120 วัน ในการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน และเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง
  3.   มติ อ.ก.พ.: หากพบว่าผิดจริง ต้องส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวง เป็นผู้ลงมติชี้ขาดบทลงโทษปลดออกหรือไล่ออก

🔵 [ด่านที่ 3: สิทธิในการ "อุทธรณ์"]

 

แม้จะถูกสั่งปลดออกหรือไล่ออก ระบบราชการก็ยังมีกลไกพิทักษ์ความยุติธรรม ข้าราชการระดับสูงที่ถูกลงโทษสามารถยื่นเรื่องอุทธรณ์คำสั่งต่อ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ได้ภายใน 30 วันนับแต่วันทราบคำสั่ง ตามมาตรา 126 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 และหากผลการวินิจฉัยยังไม่เป็นที่พอใจ ก็สามารถนำคดีไปฟ้องร้องต่อ ศาลปกครองสูงสุด ได้อีกภายใน 90 วัน

 

🔵 [สรุป: ระบบราชการไม่ได้เปราะบางขนาดนั้น] 

 

พฤติกรรมในลักษณะข่มขู่หรือท้าทายผู้บังคับบัญชา นอกจากจะทำไม่ได้จริงแล้ว ในทางนิติศาสตร์ ผู้ใต้บังคับบัญชาที่พยายามแทรกแซงหรือสร้างความเสื่อมเสียให้ผู้บังคับบัญชา ยังถือว่ามีความสุ่มเสี่ยงที่จะผิดวินัยฐาน "กระทำการข้ามผู้บังคับบัญชา" ตามมาตรา 83 (2) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 เสียเอง

 

งานนี้คงต้องติดตามกันต่อไปว่า คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงระดับกระทรวงมหาดไทย จะสางปมความขัดแย้งของข้าราชการระดับสูงบนเกาะภูเก็ตนี้อย่างไร แต่ที่แน่ๆ การจะใช้แค่ "ข่าวลือ" มาปลด CEO ระดับจังหวัดนั้น... ไม่ใช่เรื่องง่าย และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในทางกฎหมาย!