➡️ แคนาดา: มาร์ค คาร์นีย์ (รัฐที่ 51?)
แม้ตอนแรกจะดูราบรื่นกว่ายุคของ จัสติน ทรูโด แต่เมื่อคาร์นีย์ขึ้นเวทีดาวอสและแสดงจุดยืนเรื่องการค้าที่แข็งเกล้า ทรัมป์ก็พลิกบทบาททันที เขาสวนกลับด้วยการเรียกผู้นำแคนาดาว่า "ผู้ว่าการคาร์นีย์" ซึ่งเป็นการเสียดสีเชิงข่มขู่ว่า แคนาดาเป็นเพียง "รัฐที่ 51 ของสหรัฐฯ" เท่านั้น
➡️ อังกฤษ: เคียร์ สตาร์เมอร์ (คนที่ไม่ใช่เชอร์ชิลล์)
ไม่มีผู้นำยุโรปคนไหนพยายามเอาใจทรัมป์หนักเท่าสตาร์เมอร์อีกแล้ว ซึ่งมันดูจะเวิร์กมาตลอดทั้งปี... จนกระทั่งอังกฤษปฏิเสธที่จะส่งทหารร่วมรบในอิหร่าน ความสัมพันธ์ก็ขาดสะบั้นลงทันที พร้อมวาทกรรมเจ็บๆ จากทรัมป์ที่ตราหน้าสตาร์เมอร์ว่า "คุณไม่ใช่วินสตัน เชอร์ชิลล์"
➡️ เยอรมนี: ฟรีดริช เมอร์ซ (จากลูกรักสู่ลูกชัง)
เมอร์ซเคยทำคะแนนนำโด่งในการไปเยือนทำเนียบขาวครั้งแรก ด้วยการพก "ใบเกิด" ของปู่ทรัมป์ที่เกิดในเยอรมนีไปฝาก แต่คะแนนพิศวาสก็ปลิวหายไปในพริบตา เมื่อเขาตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในสงครามอิหร่าน และวิจารณ์ว่าสหรัฐฯ กำลังถูกผู้นำอิหร่านลูบคม
➡️ อิตาลี: จอร์เจีย เมโลนี (ผู้ออกรับแทนโป๊ป)
แม้จะเป็นผู้นำสายอนุรักษ์นิยมที่ดูน่าจะคุยกับทรัมป์รู้เรื่องที่สุด แต่เมโลนีก็หนีไม่พ้นหางเลข เมื่อเธอเซย์โนกับสงครามอิหร่าน ซ้ำยังกล้าตำหนิทรัมป์ว่า การพูดจาล่วงเกินสมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 เป็นเรื่องที่ "ยอมรับไม่ได้" ผลคือทรัมป์ฟาดงวงฟาดงาใส่เธออย่างเกรี้ยวกราด
➡️ ญี่ปุ่น: ซานาเอะ ทาคาอิจิ (มุกตลกร้ายเพิร์ลฮาร์เบอร์)
แม้จะเป็นผู้นำใหม่ล่าสุดที่พยายามสานต่อสายสัมพันธ์อันดีผ่านคอนเนกชันของ ชินโซ อาเบะ ผู้ล่วงลับ แต่ทรัมป์ก็ไม่ไว้หน้า เขาวิจารณ์จุดยืนเรื่องอิหร่านของญี่ปุ่น และที่ตลกร้ายที่สุดคือการนำโศกนาฏกรรม "เพิร์ลฮาร์เบอร์" มาเล่นเป็นมุกตลกกลางห้องทำงานรูปไข่ สร้างความขุ่นเคืองให้รัฐบาลโตเกียวอย่างรุนแรง