svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY : "สงครามอิหร่าน" สะเทือนวงการฟุตบอลโลก "โรนัลโด" หนีภัย ข่าวลือหรือความจริง? และนักบอลดาวรุ่งยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อปกป้องบ้านเกิด

05 มี.ค. 2569

เมื่อสงครามลุกลามออกนอกสนามรบ — สนามฟุตบอลโลกจะยังปลอดภัยพอสำหรับทุกคนอยู่ไหม? ท่ามกลางเปลวไฟแห่งความขัดแย้งที่คุกรุ่นทั่วตะวันออกกลาง มีเรื่องราวสองขั้วที่เกิดขึ้นในโลกกีฬาพร้อมๆ กัน — ฝั่งหนึ่งคือข่าวลือที่โลกออนไลน์แชร์กันระงม อีกฝั่งหนึ่งคือการตัดสินใจที่ทำให้ทั้งโลกต้องหยุดคิด

🔵 [โรนัลโดหนีภัยสงคราม? ความจริงที่โลกรอฟัง]


เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 2 มีนาคมที่ผ่านมา โซเชียลมีเดียระอุไปทั่วโลก หลังมีรายงานจากเว็บไซต์ติดตามเที่ยวบินว่า เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว Bombardier Global 6500 สีดำที่ได้รับฉายา "Black Beast" มูลค่ากว่า 61 ล้านปอนด์ หรือราว 2,800 ล้านบาท ของ คริสเตียโน โรนัลโด ได้ทะยานออกจากกรุงริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย ผ่านน่านฟ้าอียิปต์และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มุ่งหน้าสู่กรุงมาดริด ประเทศสเปน ในช่วงกลางดึก โดยใช้เวลาบินนานกว่า 7 ชั่วโมง ก่อนแตะพื้นมาดริดราว 01.00 น.

บริบทที่เกิดขึ้นนั้นชวนให้ใจหาย — ริยาดขณะนั้นกำลังเผชิญความตึงเครียดสูง หลังมีรายงานโจมตีด้วยโดรนใกล้สถานทูตสหรัฐฯ กระทรวงการต่างประเทศของหลายประเทศออกคำเตือนพลเมือง และชาวต่างชาติบางส่วนเริ่มทยอยออกนอกพื้นที่

แต่แล้วทุกอย่างก็เงียบลงเมื่อ ฟาบริซิโอ โรมาโน่ นักข่าวฟุตบอลชื่อดังที่โลกเชื่อถือ ออกมายืนยันในทันทีว่า "ข่าวนี้ไม่เป็นความจริง" โรนัลโดและครอบครัวยังอยู่ในซาอุดีอาระเบีย เขากำลังทำกายภาพบำบัดรักษาอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้ออยู่ที่สนามฝึกซ้อม อัล นาสเซอร์ ทางสโมสรเองก็เผยแพร่ภาพการฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องเพื่อสยบข่าวลือ

ข่าวลือที่แพร่กระจายได้เร็วกว่าเครื่องบินเจ็ตลำนั้นเสียอีก — นี่คือสัญญาณว่าโลกกำลังหวาดกลัวมากแค่ไหน?

🔵 [เมื่อฟุตบอลต้องหยุดรอสงคราม]


ขณะที่ข่าวโรนัลโดกลายเป็นเรื่องเข้าใจผิด วงการฟุตบอลระดับทวีปกลับได้รับผลกระทบจริงๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ซาอุดี โปรลีก ออกแถลงการณ์ยืนยันว่าการแข่งขันภายในประเทศจะยังดำเนินต่อไปตามกำหนดพร้อมยกระดับมาตรการความปลอดภัยสูงสุด แต่ในระดับทวีปกลับเป็นคนละเรื่อง

AFC ประกาศเลื่อนเกมเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก อีลิต โซนตะวันตก นัดแรกของรอบ 16 ทีมสุดท้าย รวมถึงนัดที่อัล นาสเซอร์ควรจะเยือน อัล วาเซิล ในดูไบ, กาตาร์ระงับการแข่งขันฟุตบอลทุกรายการแบบไม่มีกำหนด ขณะที่ อิหร่านและอิสราเอล ต่างก็ระงับลีกของตัวเองเช่นกัน

และที่หนักที่สุดในวงการ — เมื่อวันที่ 2 มีนาคม มีรายงานจากสถานีโทรทัศน์ Al Mayadeen ว่า นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงอย่างน้อย 20 ราย เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศที่โรงยิมในเมืองลาเมิร์ด ทางใต้ของอิหร่าน ในขณะที่พวกเธอกำลังฝึกซ้อมอยู่นั่นเอง

สนามกีฬา ที่ควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่สุดในโลก กลับกลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายของสงคราม

🔵 [ดาวยิงที่ทิ้งยุโรปเพื่อบ้านเกิด — ความกล้าหรือความสูญเสีย?]


ท่ามกลางความโกลาหล มีชื่อหนึ่งที่โลกจับตาด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน

เมห์ดี ทาเรมี กองหน้าวัย 33 ปีของ โอลิมเปียกอส ในลีกกรีซ เดินเข้าไปพบผู้บริหารสโมสรด้วยตัวเองเมื่อวันที่ 3 มีนาคม เพื่อแจ้งการตัดสินใจที่ไม่มีใครคาดคิด — เขาขอกลับอิหร่านและเข้าร่วมกองทัพปกป้องประเทศ



คำพูดที่เขากล่าวกับคนใกล้ชิดนั้นสั้นแต่หนักแน่น "ตอนนี้ประเทศของผมต้องการผม นี่คือช่วงเวลาที่ประชาชนและบ้านเกิดของผมกำลังตกอยู่ในอันตราย และผมต้องไปอยู่ที่นั่นโดยเร็วที่สุด"


นักเตะคนนี้ไม่ใช่ผู้เล่นธรรมดา — เขาเพิ่งทำไป 10 ประตูจาก 16 นัด ให้โอลิมเปียกอสในฤดูกาลนี้ และเคยเป็นกำลังหลักพาอิหร่านผ่านเข้ารอบ ฟุตบอลโลก 2026 ด้วยสถิติ 10 ประตูจาก 15 นัดในรอบคัดเลือก

แม้ทางสหพันธ์ฟุตบอลอิหร่านพยายามโน้มน้าวให้เขาอยู่ต่อ แต่ดูเหมือนใจของทาเรมีได้ตัดสินใจแล้ว

แล้วอาชีพนักบอลในฝันที่เขาสร้างมาตลอดชีวิตล่ะ? มันจะเป็นอย่างไรต่อไป?

🔵 [ราคาของความรักชาติ — วีซ่าที่อาจปิดประตูฟุตบอลโลก]


นี่คือบทที่ซับซ้อนที่สุดในเรื่องราวของทาเรมี

ประวัติการรับราชการทหารของเขาในกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ทำให้เขาเผชิญอุปสรรคที่ยากจะเอาชนะ — สหรัฐอเมริกาอาจปฏิเสธวีซ่าให้เขาเข้าประเทศ ซึ่งหมายความว่าฟุตบอลโลก 2026 ที่จัดในสหรัฐฯ อาจไม่มีชื่อทาเรมีร่วมลงสนามเลย แม้ว่าเขาจะช่วยพาทีมผ่านเข้ามาก็ตาม

นี่คือปัญหาที่ ฟีฟ่า กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ มัตติอัส กราฟสตรอม เลขาธิการฟีฟ่า ยอมรับในที่ประชุมที่คาร์ดิฟฟ์ว่า "ยังเร็วเกินไปที่จะให้ความเห็นโดยละเอียด" แต่ยืนยันว่ากำลังทำงานร่วมกับรัฐบาลเจ้าภาพเพื่อดูแลเรื่องความปลอดภัยของนักกีฬา

สโลแกน "Football Unites the World" ที่ฟีฟ่าใช้มาตลอด — วันนี้กำลังถูกทดสอบอย่างหนักที่สุดในประวัติศาสตร์

🔵 [สงครามที่ไม่เลือกสนาม]


เส้นแบ่งระหว่างสนามรบกับสนามกีฬา บางลงทุกวัน

โรนัลโดกลายเป็นข่าวลือ แต่ข่าวลือนั้นบอกอะไรเราได้มาก — โลกกำลังวิตกกังวลมากพอที่จะเชื่อว่าซูเปอร์สตาร์ระดับโลกต้องหนีออกจากตะวันออกกลางในกลางดึก

ทาเรมีไม่ได้หนี — เขาเลือกตรงกันข้าม ละทิ้งจากทุกอย่างที่เขาสร้างมาในยุโรปเพื่อกลับไปยืนเคียงข้างประชาชนของเขา

และที่โรงยิมแห่งหนึ่งในลาเมิร์ด นักกีฬาหญิง 20 ชีวิตที่ไปฝึกซ้อมในวันธรรมดา ไม่มีทางรู้เลยว่านั่นจะเป็นวันสุดท้ายของพวกเธอ

สงครามไม่ได้ทำลายแค่เมือง — มันทำลายทุกอย่างที่มนุษย์ใช้เวลาทั้งชีวิตสร้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาชีพ ความฝัน หรือแม้แต่ชีวิต

เมื่อสนามกีฬาไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยอีกต่อไป เราในฐานะแฟนกีฬาและพลเมืองโลก ควรมีบทบาทอะไรในการส่งเสียงให้ความขัดแย้งทางการเมืองอยู่ห่างจากกีฬาให้มากที่สุด?

ฟุตบอลโลกควรเป็นของทุกคนจริงๆ ไหม หรือมันแค่เป็น "ของทุกคน" เมื่อไม่มีสงคราม?