svasdssvasds
เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY : "สงครามอิหร่าน" กระทบราคาน้ำมัน เหตุใดโลกต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและรถยนต์ไฟฟ้า

04 มี.ค. 2569

เมื่อสงครามในอีกซีกโลกหนึ่ง สามารถทำให้ราคาน้ำมันในมือคุณพุ่งขึ้นข้ามคืน — แล้วโลกยังจะยอมฝากความมั่นคงของชีวิตและเศรษฐกิจไว้กับน้ำมันอีกนานแค่ไหน?

การโจมตีอิหร่านโดยสหรัฐและอิสราเอลไม่ได้เป็นเพียงข่าวสงครามในภูมิภาคไกลโพ้น แต่กลายเป็นตัวจุดชนวนที่ส่งคลื่นกระแทกตรงมาถึงกระเป๋าของเราทุกคน ราคาน้ำมันทั่วโลกพุ่งสูงในชั่วข้ามคืน ตลาดเดินเรือเกิดวุ่นวาย และนักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาจุดเล็กๆ บนแผนที่ที่ชื่อว่า "ช่องแคบฮอร์มุซ" ด้วยความกังวลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

🔵 [ช่องแคบเล็กๆ ที่กุมชะตาพลังงานโลก]


ช่องแคบฮอร์มุซ คือเส้นทางที่น้ำมันดิบกว่า 20% ของปริมาณซื้อขายทั่วโลก หรือราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต้องผ่านทุกวัน เมื่อความตึงเครียดเกิดขึ้น บริษัทเดินเรือหลายแห่งระงับเส้นทาง เพราะค่าประกันภัยสงครามพุ่งสูงขึ้น ถึง 10 เท่า ของระดับปกติ และต้นทุนเหล่านั้นก็จะถูกส่งต่อมาถึงผู้บริโภคทุกคนในที่สุด

นักวิเคราะห์จาก Wood Mackenzie เตือนว่า หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย ราคาน้ำมันอาจทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในเวลาไม่นาน ยิ่งกว่านั้น วิกฤตินี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่น้ำมันดิบ เพราะ กาตาร์ ผู้ผลิต LNG รายใหญ่ก็ประกาศหยุดการผลิตชั่วคราวหลังถูกโจมตีด้วยโดรน

แล้วคนธรรมดาอย่างเราจะได้รับผลกระทบอะไรบ้าง?

🔵 [วิกฤตพลังงาน กระทบถึงทุกโต๊ะกินข้าว]


ในออสเตรเลีย ผู้ขับขี่เข้าคิวรอเติมน้ำมันเป็นแถวยาวเพื่อหนีราคาที่กำลังจะพุ่ง ส่วนในสหรัฐ ราคาน้ำมันเบนซินแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน สร้างแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลทรัมป์ที่กำลังรับมือกับเงินเฟ้ออยู่แล้ว

และนั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะทุกๆ 10 ดอลลาร์ที่ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันหน้าปั๊มในสหรัฐอาจสูงขึ้นถึง 20–30 เซนต์ต่อแกลลอน ราคาก๊าซธรรมชาติที่พุ่งยังกระทบค่าไฟฟ้าและความร้อนในยุโรปและเอเชีย ขณะที่อินเดียถึงกับต้องพิจารณาแผนปันส่วนก๊าซธรรมชาติเพื่อรักษาความมั่นคงภายในประเทศ

เจสัน บอร์ดอฟฟ์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียกล่าวชัดว่า "ตลาดน้ำมันตอบสนองต่อความคาดหวังในอนาคต ยิ่งความไม่แน่นอนอยู่นานเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำลายความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจมากเท่านั้น"

ราคาพลังงานที่สูงขึ้นหมายถึงต้นทุนขนส่งที่แพงขึ้น ราคาอาหารที่แพงขึ้น และอัตราเงินเฟ้อที่กดทับชีวิตคนธรรมดาทั่วโลก นี่ไม่ใช่ปัญหาของรัฐบาล — นี่คือปัญหาบนโต๊ะกินข้าวของทุกครัวเรือน

🔵 [น้ำมัน: ไม่ใช่แค่เชื้อเพลิง แต่คืออาวุธในมือคนอื่น]


นับตั้งแต่วิกฤตน้ำมันปี 1973 ที่ราคาพุ่งขึ้น 4 เท่าและเปลี่ยนนโยบายต่างประเทศของสหรัฐไปตลอดกาล โลกก็ยังไม่ได้เรียนรู้บทเรียนนั้นอย่างจริงจัง เพราะวันนี้ประชากรกว่า 3 ใน 4 ของโลก ยังคงอาศัยอยู่ในประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมัน



แมดส์ คริสเต็นเซน จาก Greenpeace International ระบุตรงๆ ว่า "ตราบใดที่โลกยังพึ่งพาน้ำมันและก๊าซ สันติภาพ ความมั่นคง และเงินในกระเป๋าของเราจะตกอยู่ภายใต้การควบคุมของภูมิรัฐศาสตร์เสมอ"



ขณะที่ โอลิวา แลงฮอฟฟ์ จาก 350.org ชี้ให้เห็นว่า เหตุการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซครั้งนี้ได้เปิดเผย "ต้นทุนที่เลวร้ายของโลกที่ถูกล่ามโซ่ไว้กับเชื้อเพลิงฟอสซิล" อย่างชัดแจ้ง และนี่คือหลักฐานว่าระบบปัจจุบันมีความเสี่ยงสูงเกินไป

แล้วมีทางออกไหม?

🔵 [บทเรียนจากประเทศที่ "หนีออกจากกับดักน้ำมัน" ได้แล้ว]


หลายประเทศไม่ได้รอให้วิกฤตมาเยือนก่อนถึงจะลงมือ อินเดียหลังจากถูกเนปาลปิดกั้นน้ำมันในปี 2015 ก็เร่งส่งเสริม EV อย่างจริงจังจนปริมาณนำเข้าน้ำมันเริ่มลดลงได้จริง คิวบาที่เผชิญการคว่ำบาตรและไฟดับอย่างหนัก นำเข้าแผงโซลาร์เซลล์จากจีนเพิ่มขึ้น 34 เท่าในเวลาเพียง 1 ปี จนนักเศรษฐศาสตร์คาดว่าอาจเป็นประเทศที่เปลี่ยนผ่านพลังงานได้เร็วที่สุดในโลก

ที่น่าประทับใจที่สุดคือ จีน ซึ่งในปี 2025 ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแตะ 50% ของรถยนต์ใหม่ทั้งหมด ส่วนเอธิโอเปียถึงกับสั่งห้ามนำเข้ารถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน ทั้งประเทศเพื่อปลดแอกจากการนำเข้าน้ำมัน

🔵 [พลังงานสะอาด: ไม่ใช่แค่รักโลก แต่คือ "เกราะป้องกันชาติ"]


มีเหตุผลเชิงยุทธศาสตร์อีกข้อที่น่าสนใจมาก ระบบพลังงานหมุนเวียนมีลักษณะ "กระจายศูนย์" ต่างจากโรงไฟฟ้าฟอสซิลที่เป็นจุดอ่อนเดี่ยว ในสงครามยูเครน ขีปนาวุธ 1 ลูกทำลายโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดใหญ่ได้ทั้งหลัง แต่ถ้าจะทำลายฟาร์มกังหันลมให้ได้ผลเทียบเท่า ต้องใช้ขีปนาวุธถึง 40 ลูก

และที่สำคัญ แผงโซลาร์เซลล์และกังหันลมไม่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ต้องพึ่งเส้นทางเดินเรือที่ถูกใช้เป็นเครื่องต่อรองในสงคราม เมื่อติดตั้งแล้ว มันผลิตพลังงานในท้องถิ่นได้ทันที โดยไม่ต้องนำเข้าอย่างต่อเนื่อง

การลดความพึ่งพาน้ำมันจึงไม่ใช่แค่นโยบายสิ่งแวดล้อม — แต่คือหัวใจของความมั่นคงทางพลังงานและความมั่นคงของชาติในศตวรรษที่ 21

🔵 [สัญญาณเตือนที่ดังชัดกว่าครั้งไหนๆ]


หากการสู้รบยุติลงเร็ว และช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดตามปกติ ราคาน้ำมันก็จะลดลง ทุกอย่างดูเหมือนจะดีขึ้น แต่บทเรียนราคาแพงที่วิกฤตครั้งนี้ทิ้งไว้จะไม่หายไปไหน

โลกกำลังเผชิญคำถามที่ยากขึ้นทุกวันว่า เราจะยอมฝากความมั่นคงของประชาชน เศรษฐกิจ และชีวิตประจำวัน ไว้กับตลาดน้ำมันที่ผันผวนตามปืนและสงครามในซีกโลกอื่นอีกนานแค่ไหน?

ความสามารถในการปรับตัวและเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานที่ยั่งยืนของแต่ละประเทศ จะเป็นตัวกำหนดว่าพวกเขาจะปกป้องประชาชนและเศรษฐกิจได้ดีเพียงใดในอนาคต ช่องแคบฮอร์มุซครั้งนี้ส่งสัญญาณที่ชัดเจนกว่าครั้งไหนๆ ว่า "ถึงเวลาแล้วที่โลกจะต้องก้าวพ้นจากการเป็นเชลยของอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงฟอสซิล"

💬 คำถามชวนคิด


ถ้าวันนี้ประเทศไทยลงทุนในพลังงานสะอาดอย่างจริงจัง เราจะลดผลกระทบจากสงครามน้ำมันโลกได้มากแค่ไหน? และในฐานะผู้บริโภค เราเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองได้อย่างไรบ้าง? มาแชร์มุมมองกัน