อย่างไรก็ตามวิกฤตไฟป่าได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาด้านการบริหารระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น เนื่องจากแคนาดาไม่มีหน่วยงานรัฐบาลกลางที่มุ่งเน้นการดับไฟป่าโดยเฉพาะ ทำให้ภาระหน้าที่ในการดับไฟป่าส่วนใหญ่ตกอยู่กับแต่ละรัฐ โดยปัจจุบันแคนาดามีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงประมาณ 126,000 คน ในจำนวนนี้ประมาณ 90,000 คนเป็นอาสาสมัคร แต่มีเพียง 3,000-5,000 คนเท่านั้นที่ผ่านการฝึกอบรมสำหรับการรับมือกับไฟป่า ด้วยเหตุนี้เมื่อเดือนที่แล้ววุฒิสภาแคนาดาจึงออกมาเรียกร้องให้มีการจัดตั้งสำนักงานประสานงานระดับประเทศสำหรับเหตุไฟป่าและเหตุฉุกเฉิน พร้อมเสนอให้จัดหาเงินทุนสำหรับฝูงเครื่องบินดับเพลิงที่ทันสมัยและมาตรการอื่นๆ ที่จำเป็น
🔵[ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง]
ในขณะที่ทรัมป์กำลังก่นด่าแคนาดาอย่างหนัก สหรัฐฯ เองก็กำลังเผชิญไฟป่าที่รุนแรงกว่าค่าเฉลี่ยเช่นกัน โดยมีพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้ไปแล้วถึง 9.3 ล้านไร่นับตั้งแต่ต้นปี และมีไฟป่าเกิดขึ้นแล้วกว่า 40,000 ครั้งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ประมาณ 31,000 ครั้ง หลังปริมาณหิมะในฤดูหนาวที่ผ่านมาลดลงต่ำเป็นประวัติการณ์
ถ้ายังจำกันได้ ปีที่แล้วนครลอสแองเจลิสในรัฐแคลิฟอร์เนียเผชิญกับไฟป่าครั้งเลวร้ายที่สุด ตอนนั้นทรัมป์ได้โจมตีเกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียว่า เป็นเพราะแนวทางการบริหารจัดการน้ำและการปกป้องสายพันธุ์สัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ของเขา แม้ผู้เชี่ยวชาญจะโต้แย้งว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวแทบไม่มีมูลความจริงก็ตาม
ในทางกลับกันรัฐบาลทรัมป์กลับเป็นฝ่ายหั่นงบประมาณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการภัยพิบัติและการศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งงบสำหรับการวิจัยด้านไฟป่า และงบสนับสนุนห้องปฏิบัติการศึกษาผลกระทบของหมอกควันที่มีต่อสุขภาพของมนุษย์อีกด้วย
นายกรัฐมนตรีมาร์ค คาร์นีย์ของแคนาดา กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ สามารถทำได้มากกว่านี้ในเรื่องของการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะไม่ว่าทรัมป์จะปฏิเสธว่าภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องโกหกคำโตขนาดไหน สุดท้ายธรรมชาติก็ได้ให้คำตอบแล้ว และคงเป็นการดีกว่าที่ประเทศต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจะจับมือแก้ปัญหาร่วมกัน ดีกว่ากล่าวโทษกันไปมา เช่นเดียวกันกับวิกฤตหมอกควันที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในบ้านเรา ซึ่งไทยประเทศเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแน่นอนครับ