เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION : สหรัฐฯ VS แคนาดา “ไฟป่า” ลามการเมือง

19 ก.ค. 2569 | กิตติดิษฐ์ ธนดิษฐ์สุวรรณ

OPINION : สหรัฐฯ VS แคนาดา “ไฟป่า” ลามการเมือง

คืนนี้แล้วที่เราจะได้ทราบกันว่าระหว่างทีมชาติสเปนหรืออาร์เจนตินา ใครจะคว้าแชมป์ในศึกฟุตบอลโลกปีนี้ซึ่ง 3 ประเทศรับหน้าที่เจ้าภาพร่วม ได้แก่ สหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก โดยนัดชิงชนะเลิศจะจัดขึ้นที่สนาม MetLife ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ ใกล้กับนครนิวยอร์ก และคาดว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะร่วมเข้าชมและมอบถ้วยรางวัลให้กับผู้ชนะด้วย

อย่างไรก็ตาม หลายคนกังวลว่าเกมนัดนี้ที่จะมีผู้เข้าร่วมชมในสนามกว่า 8 หมื่นคนอาจได้รับผลกระทบจากไฟป่าโดยเฉพาะในแคนาดาที่ทำให้เกิดหมอกควันลอยข้ามแดนเข้ามาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ แม้ล่าสุดพยากรณ์อากาศคาดว่าจะมีพายุฝนเข้ามาช่วยลดมลพิษได้ทันเวลาพอดีก็ตาม


🔵[“หมอกควัน” ข้ามพรมแดน]


แคนาดามีพื้นที่ป่าคิดเป็นเกือบ 1 ใน 10 ของพื้นที่ป่าทั้งหมดของโลก ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขนาดและความรุนแรงของไฟป่าเพิ่มมากขึ้นจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งผลให้ป่าไม้แห้งแล้งขึ้นและย่อมทำให้ไฟลุกลามได้เร็วขึ้น เมื่อไฟป่ามากขึ้น ควันก็มากขึ้นตามและลอยไปตามลม

สถานการณ์ไฟป่าในแคนาดาตอนนี้กำลังเข้าขั้นวิกฤต โดยจำนวนจุดฮอตสปอตมีมากกว่าช่วงเดียวกันนี้ในรอบสองปีที่ผ่านมา ขณะที่พื้นที่ที่เกิดไฟไหม้ก็มากกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 10 ปี ส่งผลทำให้คุณภาพอากาศในหลายเมืองใหญ่ทั้งในแคนาดาและข้ามแดนไปยังสหรัฐฯ ติดอันดับแย่ที่สุดในโลก ไม่ว่าจะเป็นที่โตรอนโต นิวยอร์ก วอชิงตัน ดีทรอยต์ และชิคาโก


🔵[ไฟป่าลามการเมือง] 


จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทรัมป์ได้ออกมาโพสต์ตำหนิแคนาดาอย่างรุนแรงและขู่จะลงโทษด้วยการขึ้นกำแพงภาษี ทรัมป์บอกว่าแคนาดาต้องรับผิดชอบต่อการที่ไม่ดูแลรักษาป่าไม้ ปฏิเสธที่จะมีส่วนร่วมในการจัดการป่าไม้กับสหรัฐฯ และทำให้สหรัฐฯ ถูกรุกรานโดยไม่จำเป็น เขามองว่านี่คือความประมาทโดยเจตนาที่ทำให้สหรัฐฯ ต้องเสียค่าใช้จ่ายหลายพันล้านดอลลาร์ ดังนั้นความเสียหายที่เกิดขึ้นจะถูกชดเชยจากการบวกเพิ่มเข้าไปในกำแพงภาษีที่แคนาดาต้องจ่ายในปัจจุบัน

นี่ถือเป็นอีกครั้งที่ทรัมป์ใช้คำขู่เรื่องการขึ้นภาษีกดดันให้ชาติอื่นทำตามข้อเรียกร้องของตน และนับเป็นอีกเรื่องที่เขาได้เพิ่มแรงกดดันต่อแคนาดานับตั้งแต่กลับมาดำรงตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ สมัยที่ 2 ไล่มาตั้งแต่เรื่องการค้า ความมั่นคงชายแดน ไปจนถึงขั้นที่ทรัมป์เคยขู่จะทำให้แคนาดากลายเป็น "รัฐที่ 51" ของสหรัฐฯ พร้อมๆ กับเกาะกรีนแลนด์อีกด้วย
 


🔵[แคนาดารับไม่ได้]


ด้านดั๊ก ฟอร์ด มุขมนตรีแห่งรัฐออนแทรีโอซึ่งเป็นรัฐที่มีประชากรมากที่สุดของแคนาดา กล่าวว่า คำพูดของนักการเมืองสหรัฐฯ นั้นน่าละอายและยอมรับไม่ได้ โดยที่ผ่านมาแคนาดาเคยให้ความช่วยเหลือสหรัฐฯ ในการต่อสู้กับไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนียและช่วยรับมือกับพายุเฮอริเคนในนอร์ทแคโรไลนามาแล้ว เพราะนั่นคือสิ่งที่เพื่อนบ้านควรทำ และสักวันหนึ่งมันก็อาจเป็นตาของสหรัฐฯ บ้าง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นแคนาดาจะลงไปช่วยเหลือเพื่อนบ้านของเราโดยไม่ลังเล

มุขมนตรีแคนาดาเปิดเผยด้วยว่า รัฐมิชิแกนและรัฐแมสซาชูเซตส์ที่มีผู้ว่าการรัฐมาจากพรรคเดโมแครตได้เสนอความช่วยเหลือด้านเครื่องบินดับเพลิง นักดับเพลิง และปฏิบัติการกู้ภัยมาแล้ว ขณะเดียวกันเขาเสนอว่า หนึ่งในวิธีแก้ปัญหาคือทรัมป์ควรยกเลิกภาษีนำเข้าไม้แปรรูป เพื่อให้แคนาดาสามารถจัดการกับป่าไม้เพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ ได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตามวิกฤตไฟป่าได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาด้านการบริหารระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่น เนื่องจากแคนาดาไม่มีหน่วยงานรัฐบาลกลางที่มุ่งเน้นการดับไฟป่าโดยเฉพาะ ทำให้ภาระหน้าที่ในการดับไฟป่าส่วนใหญ่ตกอยู่กับแต่ละรัฐ โดยปัจจุบันแคนาดามีเจ้าหน้าที่ดับเพลิงประมาณ 126,000 คน ในจำนวนนี้ประมาณ 90,000 คนเป็นอาสาสมัคร แต่มีเพียง 3,000-5,000 คนเท่านั้นที่ผ่านการฝึกอบรมสำหรับการรับมือกับไฟป่า ด้วยเหตุนี้เมื่อเดือนที่แล้ววุฒิสภาแคนาดาจึงออกมาเรียกร้องให้มีการจัดตั้งสำนักงานประสานงานระดับประเทศสำหรับเหตุไฟป่าและเหตุฉุกเฉิน พร้อมเสนอให้จัดหาเงินทุนสำหรับฝูงเครื่องบินดับเพลิงที่ทันสมัยและมาตรการอื่นๆ ที่จำเป็น


🔵[ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง]


ในขณะที่ทรัมป์กำลังก่นด่าแคนาดาอย่างหนัก สหรัฐฯ เองก็กำลังเผชิญไฟป่าที่รุนแรงกว่าค่าเฉลี่ยเช่นกัน โดยมีพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้ไปแล้วถึง 9.3 ล้านไร่นับตั้งแต่ต้นปี และมีไฟป่าเกิดขึ้นแล้วกว่า 40,000 ครั้งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปีที่ประมาณ 31,000 ครั้ง หลังปริมาณหิมะในฤดูหนาวที่ผ่านมาลดลงต่ำเป็นประวัติการณ์

ถ้ายังจำกันได้ ปีที่แล้วนครลอสแองเจลิสในรัฐแคลิฟอร์เนียเผชิญกับไฟป่าครั้งเลวร้ายที่สุด ตอนนั้นทรัมป์ได้โจมตีเกวิน นิวซัม ผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนียว่า เป็นเพราะแนวทางการบริหารจัดการน้ำและการปกป้องสายพันธุ์สัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ของเขา แม้ผู้เชี่ยวชาญจะโต้แย้งว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวแทบไม่มีมูลความจริงก็ตาม

ในทางกลับกันรัฐบาลทรัมป์กลับเป็นฝ่ายหั่นงบประมาณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการภัยพิบัติและการศึกษาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งงบสำหรับการวิจัยด้านไฟป่า และงบสนับสนุนห้องปฏิบัติการศึกษาผลกระทบของหมอกควันที่มีต่อสุขภาพของมนุษย์อีกด้วย

นายกรัฐมนตรีมาร์ค คาร์นีย์ของแคนาดา กล่าวเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ สามารถทำได้มากกว่านี้ในเรื่องของการต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะไม่ว่าทรัมป์จะปฏิเสธว่าภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องโกหกคำโตขนาดไหน สุดท้ายธรรมชาติก็ได้ให้คำตอบแล้ว และคงเป็นการดีกว่าที่ประเทศต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจะจับมือแก้ปัญหาร่วมกัน ดีกว่ากล่าวโทษกันไปมา เช่นเดียวกันกับวิกฤตหมอกควันที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีในบ้านเรา ซึ่งไทยประเทศเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแน่นอนครับ

ข่าวล่าสุด