บรรยากาศตั้งแต่ช่วงเช้า มีประชาชนมารอต่อคิวตั้งแต่ก่อนเปิดทำการ ถือเอกสารคัดทะเบียนรถมารอรับบริการหนาแน่นบริเวณจุดบริการฝ่ายทะเบียนรถ โดยเจ้าหน้าที่ได้จัดคิวและมีจุดคัดกรองรวมถึงเอกสารแนะนำไว้อย่างชัดเจน
โดย ประชาชนหลายคนที่เดินทางมาอุทธรณ์ เปิดใจว่า รถที่มีชื่อครอบครองนั้นเป็นรถที่ขายโอนลอยไปนานกว่า 10 ปีแล้ว บางคนเป็นเพียงซากรถเก่าที่พังเสียหายใช้งานไม่ได้ หรือบางคนผ่านมานานกว่า 40 ปีจนไม่เหลือแม้แต่เศษซาก ทำให้จำเป็นต้องเดินทางมาขอหนังสือรับรองปรับปรุงสถานะทางทะเบียนเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการยื่นอุทธรณ์สิทธิ์
ด้าน ป้านา และลุงเคน อายุ 70 ปี ชาวจังหวัดฉะเชิงเทรา เปิดเผยว่า ลุงเคนถูกตัดสิทธิ์เนื่องจากในระบบระบุว่ามีรถยนต์ 2 คัน ทั้งที่ในความเป็นจริงมีเพียงรถจักรยานยนต์คันเดียวที่ใช้ขับไปซื้อกับข้าว ตอนแรกแอบรู้สึกผิดหวังกับระบบ แต่เมื่อมาถึงขนส่งพบว่าเจ้าหน้าที่ให้บริการดี จึงอยากขอให้ได้สิทธิ์คืน
เหตุการณ์นี้ทำให้รู้ว่าอาจมีการนำชื่อไปสวมสิทธิ์จดทะเบียนซื้อรถ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยรู้เรื่อง มีเพียงเจ้าหน้าที่โทรมาทวงค่างวดโดยไม่รู้ว่าไปซื้อรถตอนไหน คิดว่าเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เรื่องที่เกิดขึ้นแปลกมากจนทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบ
ขณะที่ ป้าหนูนา เสริมว่า หากมีการนำบัตรประชาชนไปซื้อรถจริงจะต้องมีลายเซ็นรับรอง จึงสงสัยว่าเหตุใดจึงนำชื่อไปใช้ได้ง่ายดายขนาดนี้ ฝากเตือนภัยไปยังประชาชนคนอื่นๆ ด้วย
ขณะที่ ลุงแว่น อายุ 69 ปี อาชีพขับรถรับจ้างย่านลำผักชี-สุวินทวงศ์ ซึ่งมีรถจักรยานยนต์แต่ขายซากไปกว่า 10 ปีแล้ว เผยว่ารู้สึกผิดหวังมาก เพราะในยุคของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่เคยมีกฎเกณฑ์ที่ยุ่งยากเช่นนี้ อยากให้รัฐบาลรีบแก้ไขและคืนสิทธิ์ให้ประชาชน 13 ล้านคนเดิม ส่วนรายใหม่ค่อยว่ากัน การนำ AI มาใช้ทำให้เกิดความผิดพลาดจากคนจนกลายเป็นคนรวย บัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีความสำคัญมากโดยเฉพาะสิทธิ์ค่าเดินทางไปหาหมอ
ด้าน ลุงสมพงษ์ อายุ 80 ปี ชาวอำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมีชื่อครอบครองรถยนต์สองคันและรถจักรยานยนต์ตั้งแต่ปี 2524 พังจนไม่เหลือซากมากว่า 45 ปีแล้ว เผยว่าเดินทางมาตรวจสอบเพราะอยากรู้ว่าไปค้นประวัติมาจากไหนนานขนาดนี้ มองว่ารัฐบาลอาจมีปัญหาเรื่องงบประมาณ แต่อยากให้คำนึงถึงสิทธิ์ของคนยากคนจน สิ่งที่อยากได้มากที่สุดคือสิทธิ์ช่วยเหลือค่าโดยสารรถสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า ซึ่งช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้เป็นอย่างมาก
ส่วนประชาชนจากย่านลาดกระบังที่เดินทางมาอุทธรณ์ ระบุว่า รู้สึกเครียดและนอนไม่หลับหลังพบว่าระบบแจ้งมีรถจักรยานยนต์ 2 คัน ทั้งที่มีคันเดียวและอีกคันตั้งแต่ปี 2537 มองว่าเกณฑ์การคัดกรองระยะหลังยุ่งยากและวุ่นวายเกินไป ผู้สูงอายุตามไม่ทัน อยากให้ภาครัฐตรวจสอบให้ละเอียดรอบคอบมากกว่านี้ เช่นเดียวกับผู้สูงอายุอีกรายที่ฝากถึงนายกรัฐมนตรีว่าอยากให้ทำอะไรให้ชัดเจนกว่านี้ เพราะตอนนี้ประชาชนรู้สึกสับสนและได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก
ในส่วนของ น.ส.ทวีพร เพิ่มทวี ผู้อำนวยการสำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 4 เปิดเผยว่า บรรยากาศวันนี้ถือว่าเบาบางกว่าวันก่อนหน้า ทางกรมการขนส่งทางบกได้เน้นย้ำให้ทุกพื้นที่อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนอย่างเต็มที่ ทั้งเรื่องที่จอดรถและการให้บริการเขียนบันทึกคำร้องเพื่อยืนยันข้อเท็จจริงตามสภาพการใช้งานจริง เพื่อลดความตึงเครียดให้กับประชาชน
สำหรับประเด็นที่ประชาชนสงสัยว่าถูกสวมสิทธิ์ซื้อรถได้อย่างไรนั้น
น.ส.ทวีพร ยืนยันว่า การสวมสิทธิ์เกิดขึ้นน้อยมาก ปัญหาอันดับหนึ่งที่พบคือ รถไม่ได้ใช้งาน ถูกขายเป็นซากหรือจอดทิ้งไว้
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถที่มีอายุเกิน 15 ปี รองลงมาคือการโอนลอย
ทั้งนี้ ทางสำนักงานขนส่งจะเตรียมนำเสนอต่อกรมการขนส่งทางบกให้พิจารณาคืนสิทธิ์ให้กับประชาชนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในกลุ่มรถยนต์ที่อายุเกิน 20 ปี และรถจักรยานยนต์ที่อายุเกิน 15 ปีต่อไป
พร้อมกันนี้ยังได้ประสานเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทยมาอำนวยความสะดวกให้บริการยื่นอุทธรณ์ผ่านแอปพลิเคชัน ณ จุดบริการ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเดินทางซ้ำซ้อน
ขอบคุณภาพและข้อมุลจากเฟซบุ๊ก สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 4