เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION: ทลายกำแพงความเหลื่อมล้ำ! เจาะลึก "AI Passport" อาวุธดิจิทัลใหม่ก่อนคนไทยได้ใช้จริง

19 ก.ค. 2569 | กองบรรณาธิการ Nation STORY

OPINION: ทลายกำแพงความเหลื่อมล้ำ! เจาะลึก "AI Passport" อาวุธดิจิทัลใหม่ก่อนคนไทยได้ใช้จริง

ปฏิเสธไม่ได้ว่ายุคของปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่คือ "แรงขับเคลื่อน" สำคัญในการสร้างอาชีพและการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

แต่ที่ผ่านมา การเข้าถึงเครื่องมือระดับโปร (Pro) มักถูกจำกัดอยู่เพียงกลุ่มคนที่มีกำลังจ่าย นี่จึงเป็นที่มาของโครงการ "AI Passport" (TH-AI Passport) โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่ตั้งเป้าเปิดประตูให้คนไทย 5 ล้านคน ได้สัมผัสเทคโนโลยี AI ระดับโลกฟรีเป็นเวลา 1 ปีเต็ม เพื่อติดอาวุธทักษะดิจิทัลให้พร้อมสำหรับการทำงานยุคใหม่

ปัจจุบันโครงการกำลังอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการทดสอบระบบในกลุ่มจำกัด (Whitelist) โดยมีผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการจากหลายวงการมาร่วมประเมินศักยภาพและอุดรอยรั่ว ก่อนเปิดลงทะเบียนจริงในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคมนี้ แม้ตัวโครงการจะอยู่ท่ามกลางข้อถกเถียงของสังคมเรื่องความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ ซึ่งถือเป็นหน้าที่ตรวจสอบที่ภาครัฐต้องชี้แจงอย่างโปร่งใส แต่หากมองเจาะลึกไปที่เนื้อในของตัวระบบ เราจะเห็นภาพการเตรียมความพร้อมทางเทคโนโลยีที่น่าสนใจไม่น้อย


🔵[ศักยภาพที่ซ่อนอยู่: ทำไม AI Passport ถึงไม่ใช่แค่แชทบอท?]


จากการทดสอบโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่า AI Passport ถูกออกแบบให้เป็นประตูเชื่อมต่อโมเดลระดับท็อป (Frontier Models) จากค่ายเทคโนโลยีระดับโลกไว้ในจุดเดียว ไม่ว่าจะเป็น Gemini Pro หรือ Claude Opus ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงเครื่องมือระดับสูงได้โดยไม่ต้องสลับแพลตฟอร์ม ทั้งการย่อยเอกสารขนาดใหญ่ การเขียนคอนเทนต์คุณภาพสูง ไปจนถึงการสร้างภาพและวิดีโอ (Text-to-Image / Text-to-Video)

นอกจากนี้ ระบบยังมีกลไก E-Learning ที่มาพร้อมแนวคิด "เรียนเพื่อรับ" (Learn to Earn) โดยใช้ AI เข้ามาจัดการการเรียนรู้ ควบคู่ไปกับระบบเครดิต (Token) ที่วัดผลได้จริงเพื่อป้องกันการทุจริตระบบ

🔵[มุมมองจากคนวงการไอที: ตัว Product ผ่าน แต่กระบวนการยังต้องตามต่อ]


การทดสอบระบบในครั้งนี้สร้างความเคลื่อนไหวในวงการเทคโนโลยีอย่างมาก โดยบรรดา Tech Creator และผู้เชี่ยวชาญต่างออกมาแสดงทัศนะที่น่าสนใจ เริ่มต้นจาก "นายอาร์ม" (9arm) อินฟลูเอนเซอร์สายไอทีชื่อดังที่มองว่า ตัวผลิตภัณฑ์ทำออกมาได้ดีกว่าที่คิด โดยเฉพาะฟีเจอร์การสร้างวิดีโอและระบบ Learn to Earn ที่จะช่วยผลักดันให้คนไทยใช้ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่เขายังคงตั้งข้อสังเกตสำคัญว่า สังคมยังจำเป็นต้องจับตาดูเรื่อง "กระบวนการ" บริหารจัดการและที่มาที่ไปของโครงการอย่างต่อเนื่อง

สอดคล้องกับมุมมองของ คุณเอิร์ธ ธนารัตน์ เกื้อวัฒนาพันธุ์ CEO บริษัท DomeCloud ที่ได้ทำการทดสอบโครงสร้างระบบและ API ในเชิงลึก ซึ่งยืนยันว่าระบบมีการออกแบบที่รัดกุม สามารถป้องกันการโกงได้จริงผ่านการตรวจสอบแบบเรียลไทม์ และจากการทดลองเจาะระบบ (Jailbreak) เพื่อหาช่องโหว่ก็ยังไม่พบปัญหาด้านความปลอดภัย

ขณะเดียวกัน คุณโดม เจริญยศ ผู้ก่อตั้ง Tokenine และ คุณปรเมศวร์ มินศิริ ผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์สนุกดอทคอมและกระปุก ต่างให้ความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า โครงการนี้ให้ประโยชน์ที่เกินความคาดหมายสำหรับของฟรี โดยเฉพาะการช่วยลดต้นทุนการผลิตงานมหาศาลให้แก่เหล่าครีเอเตอร์ผ่านโมเดลวิดีโอระดับสูง และระบบเครดิตผ่านการเรียนรู้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการกระตุ้นให้คนไทยเกิดการลงมือทำจริง

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการบริหารจัดการงบประมาณ ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ได้แสดงความชื่นชมที่ภาครัฐยอมรับฟังข้อเสนอแนะในการปรับโมเดลการชำระเงินมาเป็นแบบ "จ่ายตามจำนวนผู้ใช้งานจริง" (Pay-per-Active User) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงเรื่องงบประมาณรั่วไหลได้ระดับหนึ่ง แต่เธอยังฝากการบ้านชิ้นใหญ่ถึงผู้จัดทำว่า จำเป็นต้องมีเกณฑ์วัดผลที่โปร่งใส ตรวจสอบจำนวนผู้ใช้งานได้จริง และมีการกำหนดราคาต่อหัวที่เหมาะสมเพื่อความคุ้มค่าสูงสุด



🔵[ความโปร่งใสและความปลอดภัย: โจทย์ใหญ่ที่สังคมต้องคิดต่อ]


นอกเหนือจากเรื่องฟีเจอร์อันล้ำสมัย อีกหนึ่งประเด็นที่สังคมมองข้ามไม่ได้คือ "ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล" (Data Privacy) ซึ่งทางทีมพัฒนาระบุว่าได้มีการจัดตั้ง War Room เพื่อรับฟีดแบ็กและปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง การเปิดประตูกว้างให้กลุ่มชุมชนคนไอที (Tech Community) เข้ามาทดสอบและวิพากษ์วิจารณ์ระบบก่อนการเปิดตัวจริง จึงถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่แสดงถึงความพยายามในเรื่องความโปร่งใส
 


🔵 [บทสรุป: ก้าวแรกสู่สิทธิขั้นพื้นฐานดิจิทัล]


ในท้ายที่สุด โครงการ AI Passport อาจไม่ใช่เพียงแค่การแจกเครื่องมือดิจิทัลตามกระแสนิยม แต่คือความพยายามในการ "ติดอาวุธทางปัญญา" ให้คนไทยในยุคเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี ตั้งแต่นักเรียน พนักงานออฟฟิศ ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อย ให้มีโอกาสเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอย่างเท่าเทียม

เมื่อกำแพงด้านค่าใช้จ่ายถูกทลายลง คำถามสำคัญในวันนี้อาจไม่ใช่แค่ภาครัฐจะให้อะไรแก่เราบ้าง แต่คือ "พวกเราในฐานะคนไทย จะดึงศักยภาพของนวัตกรรมเหล่านี้ มายกระดับขีดความสามารถของตัวเองและประเทศชาติให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ ได้อย่างไร?"

ข่าวล่าสุด