เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION : “ปากีสถาน” พระเอกแห่ง “สงครามอิหร่าน” ที่ยังไร้ตอนจบ

12 เม.ย. 2569

OPINION : “ปากีสถาน” พระเอกแห่ง “สงครามอิหร่าน” ที่ยังไร้ตอนจบ

สุดสัปดาห์นี้ทุกสายตาจับจ้องไปที่กรุงอิสลามาบัดของปากีสถาน กับการเจรจาครั้งประวัติศาสตร์ที่โรงแรมหรู 5 ดาว “เซเรนา”

นี่คือการพบหน้ากันครั้งแรกระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเพื่อหาทางยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 6 สัปดาห์

 

สำหรับฝ่ายสหรัฐฯ นำโดยรองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์, ทูตพิเศษสตีฟ วิตคอฟฟ์, และหลานเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จาเร็ด คุชเนอร์ ขณะที่ฝ่ายอิหร่านนำโดยโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภา, อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศ, และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติคนใหม่ โมฮัมหมัด บาเกอร์ โซลกัดร์ หลังจากคนที่แล้วเพิ่งถูกอิสราเอลสังหารไป โดยเมื่อรวมกับเจ้าหน้าที่และผู้ติดตามอื่นๆ คณะผู้แทนทั้ง 2 ฝ่ายมีจำนวนรวมกันกว่า 150 คน

 

บรรยากาศในกรุงอิสลามาบัดถูกรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่วันพฤหัสบดี โดยช่วงวันที่ 9-10 เมษายนที่ผ่านมาทางการถึงกับประกาศให้เป็นวันหยุดพิเศษและปิดหน่วยงานราชการทั้งหมดยกเว้นที่จำเป็นเพื่อเตรียมความพร้อมด้านสถานที่ หลังจากนั้นป้ายที่เขียนว่า Islamabad Talks พร้อมธงของสหรัฐฯ อิหร่าน และปากีสถานตรงกลางก็ปรากฏขึ้นทั่วเมืองหลวง

🔵 [ทำไมต้อง “ปากีสถาน” ?]

สองบุคคลที่เป็นคีย์แมนก็คือ นายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ และผู้บัญชาการทหารสูงสุด จอมพลอาซิม มูนีร์ โดยปากีสถานเริ่มปรากฏในฐานะคนกลางครั้งแรกช่วงปลายเดือนมีนาคมตั้งแต่ที่กระทรวงการต่างประเทศประกาศพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจา จากนั้นหนึ่งสัปดาห์ถัดมาปากีสถานก็เชิญรัฐมนตรีต่างประเทศอีก 3 ชาติ ได้แก่ ตุรกี อียิปต์ และซาอุดีอาระเบียมาหารือ พร้อมส่งรัฐมนตรีต่างประเทศพบหวัง อี้ ที่ปักกิ่ง และร่วมกับจีนออกแถลงการณ์ 5 ข้อเรียกร้องให้หยุดยิงและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ นำไปสู่ข้อเสนอหยุดยิง 2 ขยักที่สหรัฐฯ และอิหร่านตกลงเบื้องต้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

สำหรับอิหร่าน ปากีสถานคือประเทศที่มีพรมแดนร่วมกันยาวกว่า 900 กิโลเมตร และยังมีความผูกพันทั้งทางประวัติศาสตร์และศาสนาที่ประชากรส่วนใหญ่ของทั้ง 2 ประเทศเป็นชาวมุสลิม แม้ในปากีสถานจะนับถือนิกายซุนนีเป็นหลัก แต่ก็มีชาวชีอะห์ราว 15-20% กลายเป็นประเทศที่มีชาวชีอะห์มากที่สุดรองจากอิหร่าน นอกจากนี้ปากีสถานยังไม่มีฐานทัพของสหรัฐฯ ด้วย

 

🔵 [สงครามลามเข้าบ้าน]

แต่นอกจากความสัมพันธ์ที่ดีแล้ว ปากีสถานยังมีความจำเป็นต้องพึ่งพิงแหล่งน้ำมันจากตะวันออกกลางที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นหลักกว่า 85% จนต้องขึ้นราคาน้ำมัน 20% ตั้งแต่เกิดสงครามและลดจำนวนวันทำงานลงเหลือ 4 วัน ซึ่งหมายความว่า แม้จะไม่ใช่คู่ขัดแย้ง แต่ปากีสถานก็คือประเทศที่มีส่วนได้ส่วนเสียจากสงครามนี้เต็มๆ

ยังมีอีกหนึ่งความเสี่ยงที่ปากีสถานอาจถูกลากเข้าสู่สงคราม นั่นคือ ข้อตกลงด้านความมั่นคงกับซาอุดีอาระเบียเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่า การรุกรานประเทศใดประเทศหนึ่งก็เหมือนกับรุกรานทั้ง 2 ประเทศ คล้ายกับมาตรา 5 ของสนธิสัญญานาโต โดยปัจจุบันแม้ซาอุฯ ยังไม่ได้เข้าร่วมสงครามอิหร่านโดยตรง แต่ซาอุฯ เองก็โดนอิหร่านโจมตีอย่างหนักรวมถึงท่อส่งน้ำมัน จนกระทั่งล่าสุดปากีสถานได้ส่งเครื่องบินรบไปช่วยซาอุฯ แล้ว

 

แม้รัฐบาลจะพยายามรักษาภาพลักษณ์ความเป็นกลาง แต่หากถามว่าชาวปากีสถานเชียร์ข้างไหน ดูเหมือนจะเป็นอิหร่านมากกว่าสหรัฐฯ ชัดเจน เห็นได้จากผู้ชุมนุมที่ออกมาตามท้องถนนทันทีที่อยาตอเลาะห์ อาลี คาเมเนอีถูกสังหาร และพยายามบุกเข้าไปยังสถานกงสุลสหรัฐฯ ในนครการาจีจนเจ้าหน้าที่ต้องยิงสกัด ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 9 ราย

 

🔵 [“สงครามคู่” ของตัวเอง]

ภาพลักษณ์การเป็นผู้สร้างสันติภาพของปากีสถานอาจดูย้อนแย้งพอสมควร เพราะในรอบปีที่ผ่านมาปากีสถานได้เปิดฉากสู้รบกับเพื่อนบ้านถึง 2 ประเทศ ได้แก่ อินเดียและอัฟกานิสถาน  โดยสงครามกับอัฟกานิสถานรอบล่าสุดเริ่มขึ้นก่อนสงครามอิหร่านเพียง 1 สัปดาห์ จากการที่ปากีสถานโจมตีทางอากาศใส่เป้าหมายที่อ้างว่าเป็นแหล่งซ่องสุมกำลังของกลุ่มติดอาวุธเตห์รีค-อี-ตาลีบัน ที่ทางการปากีสถานขึ้นบัญชีเป็นกลุ่มก่อการร้าย เชื่อว่าอยู่เบื้องหลังเหตุระเบิดที่มัสยิดในกรุงอิสลามาบัดที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 30 รายเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ และกล่าวหาอัฟกานิสถานว่าให้การช่วยเหลือหาที่พักพิงให้กับสมาชิกกลุ่ม

 

เหตุผลนี้คล้ายกับกรณีของความขัดแย้งกับอินเดียที่ต่างก็เป็นประเทศผู้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์และอ้างสิทธิ์ในดินแดนแคชเมียร์ โดยคราวนี้เป็นอินเดียที่กล่าวหาปากีสถานว่าให้ความช่วยเหลือกลุ่มก่อการร้ายที่ก่อเหตุโจมตีแหล่งท่องเที่ยวในแคชเมียร์เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้วที่ทำให้นักท่องเที่ยวเสียชีวิต 26 ราย ส่งผลให้อินเดียยิงขีปนาวุธในปากีสถานในเดือนถัดมา ในขณะที่ปากีสถานสามารถสอยเครื่องบินรบของอินเดียอย่างน้อย 4 ลำ

 

ความขัดแย้งรอบล่าสุดกับอินเดียนี่เองที่ทำให้ปากีสถานได้โอกาสในการเอาใจและสร้างความสนิทสนมกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากการที่ทรัมป์เข้ามาเป็นคนกลางทำให้ 2 ฝ่ายตกลงหยุดยิงภายในเวลาเพียง 4 วัน หลังจากนั้นปรากฏว่ารัฐบาลปากีสถานได้เสนอชื่อทรัมป์เข้าชิงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

 

🔵 [พระเอกที่ยังไร้ตอนจบ]

ขณะนี้เรียกได้ว่าปากีสถานกำลังเนื้อหอมสุดๆ เพราะไม่ว่าประเทศไหนก็ติดต่อหาทั้งนั้น เฉพาะผู้นำที่นายกฯ ชารีฟโพสต์ถึงในโซเชียลก็มากกว่า 10 ประเทศแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลี เยอรมนี ออสเตรเลีย ออสเตรีย กาตาร์ บาห์เรน ซาอุฯ เลบานอน ตุรกี คาซัคสถาน ส่วนไทยเมื่อวานนี้รองนายกฯ และรัฐมนตรีต่างประเทศ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ก็ได้พบหารือกับทูตปากีสถานประจำประเทศไทย โดยชื่นชมบทบาทของปากีสถานและหารือความเป็นไปได้ในการให้เรือไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซโดยเร็ว

 

แต่แม้ปากีสถานจะพยายามแสดงบทพระเอกอย่างสุดความสามารถขนาดไหน การเจรจาครั้งนี้ก็ยังถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เพราะกรณีที่อิสราเอลโจมตีเลบานอนทำให้โลกเห็นแล้วว่า ต่อให้มีข้อตกลงหยุดยิง แต่ความเป็นจริงอาจตรงกันข้าม ส่วนท้ายที่สุดตอนจบของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร ผมเชื่อว่าทุกคนคงหวังให้จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง ไม่ใช่จบแบบหักมุมครับ

 

แต่ดูเหมือนการ "หักมุม" จะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คิด เมื่อล่าสุดการเจรจามาราธอนกว่า 21 ชั่วโมงล่มลงโดยไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้ ท้ายที่สุดเวทีเจรจาในรอบทศวรรษที่ปากีสถานทุ่มเทรับบท "พระเอก" จึงจบลงด้วยการเป็นเพียงปฐมบทของสงครามที่ยังคง "ไร้ตอนจบ" อย่างแท้จริง