นายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันว่า “รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่มีความเข้มแข็ง มีความแข็งแรง มีเสถียรภาพ มีความเข้าใจกัน” แม้รัฐมนตรีจะมาจากหลายพรรคร่วมรัฐบาล แต่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับภารกิจหน้าที่เป็นหลัก ไม่ได้มุ่งรักษาอำนาจทางการเมืองเป็นสำคัญ
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ผู้ที่เคยร่วมงานกับตนคงสัมผัสได้ว่า ตนเชื่อว่าความอยู่รอดของรัฐบาล ขึ้นอยู่กับผลงานของรัฐบาล ซึ่งเกิดจากความร่วมมือของหัวหน้าส่วนราชการ เมื่อมอบนโยบายให้ข้าราชการก็ไม่เคยสั่งการข้ามสายบังคับบัญชา และพร้อมติดตาม สนับสนุนการดำเนินงานทุกเรื่อง เพื่อให้นโยบายของรัฐบาลประสบความสำเร็จ
พร้อมย้ำว่า แม้รัฐบาลต้องบริหารจัดการปัญหาหลายด้าน แต่เมื่อใดที่หน่วยงานได้รับนโยบาย ทุกฝ่ายก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี จนสามารถผ่านพ้นวิกฤตทั้งด้านเศรษฐกิจและด้านอื่น ๆ มาได้
ในด้านความมั่นคง นายกรัฐมนตรีกล่าวชื่นชมเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร โดยระบุว่าได้เรียนกับหัวหน้าหน่วยด้านความมั่นคงอยู่เสมอว่า หน่วยปฏิบัติมีความสามารถและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เคยต้องกังวลว่างานใดจะไม่สำเร็จ ทั้งการปราบปรามอาชญากรรม การดำเนินคดี การขยายผล การปราบแก๊งโปรแกรมเมอร์อาชญากรรม รวมถึงการแก้ไขปัญหายาเสพติด ซึ่งทุกฝ่ายสามารถบูรณาการทำงานร่วมกันได้อย่างดี
ส่วนองค์กรด้านการตรวจสอบ แม้รัฐบาลจะไม่สามารถก้าวก่ายการทำงานของ ป.ป.ท. ได้ แต่ยังมีกลไกความร่วมมือระหว่างองค์กรอิสระกับหน่วยงานของรัฐ ซึ่งต่างฝ่ายต่างแสดงให้เห็นถึงศักยภาพ ความเป็นมืออาชีพ และความไว้เนื้อเชื่อใจกัน
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เรื่องใดที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศและประชาชน จะไม่มีวันนำผลประโยชน์ส่วนตน ผลประโยชน์ทางการเมือง หรือการรักษาอำนาจรัฐ มาอยู่เหนือผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน พร้อมระบุว่า ผู้ที่ร่วมงานกับตนน่าจะเห็นแนวทางการทำงานดังกล่าวอย่างชัดเจน
นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า หากทุกคนไม่มีตำแหน่งหน้าที่ ก็คือพี่น้องกัน พร้อมยกตัวอย่างการประชุม ก.ตร. ในการเลือกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยกล่าวว่า “ขอให้เชื่อมั่นการตัดสินใจ เพราะผมเคยเรียก ผบ.ตร. ตั้งแต่พ่อ อา พี่ จนตอนนี้ต้องเรียกน้องแล้ว”
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สิ่งสำคัญคือการทำให้ประเทศไทยกลับมามี “position” บนเวทีโลก เพราะการเดินทางไปต่างประเทศไม่ใช่เพียงไปจับมือกัน แต่ต้องไปเจรจาเพื่อให้เกิดการลงทุนและโอกาสใหม่ ๆ ภายในประเทศ พร้อมระบุว่า ขณะนี้ประเทศมีการเตรียมความพร้อมในหลายด้าน ทำให้รัฐบาลชุดนี้เข้ามาทำงานในช่วงที่ประเทศมีความพร้อมมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ประเทศก็ต้องรักษาเกียรติภูมิและอธิปไตยของตนไว้
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทุกครั้งที่พูดคุยกับผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน ต่างฝ่ายต่างยืนยันว่าไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งเช่นกัน โดยประเทศไทยมีจุดยืนชัดเจนว่าไม่เคยรุกรานใคร เคารพอธิปไตยของทุกประเทศ และไม่ต้องการความขัดแย้ง แต่หากประเทศไทยถูกคุกคาม ถูกเอาเปรียบ หรือถูกกระทำ ก็จำเป็นต้องตอบโต้ด้วยความเด็ดขาด
สำหรับความสัมพันธ์กับกัมพูชา นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลได้แจ้งไปแล้วว่า ประเทศไทยมีความพร้อมที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์ แต่การเจรจาจะต้องอยู่บนพื้นฐานที่ประเทศไทยกำหนดไว้ ส่วนใดที่สามารถพูดคุยได้โดยไม่กระทบผลประโยชน์ของชาติ ก็พร้อมหารือ แต่หากเป็นประเด็นที่ทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบ ก็จะไม่ยอมให้นำมาเป็นเงื่อนไขในการเจรจ
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ได้ย้ำเรื่องนี้ทั้งในวงราชการและภาคเอกชน เพราะรัฐบาลมั่นใจในศักยภาพของหน่วยงานด้านความมั่นคงที่สามารถปกป้องเอกราชและความปลอดภัยของประเทศได้เป็นอย่างดี จึงไม่มีสิ่งใดที่ประชาชนต้องกังวล
พร้อมขอให้ทุกหน่วยงานวางแผนโครงการด้านการลงทุนและการพัฒนาต่าง ๆ โดยเชื่อมั่นว่าสถานการณ์ภายในประเทศมีความสงบและปลอดภัย พร้อมกำชับฝ่ายความมั่นคงให้สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนว่า อธิปไตยของประเทศมั่นคงและประชาชนปลอดภัย ซึ่งรัฐบาลพร้อมยืนยันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของงานด้านพลเรือน นายกรัฐมนตรีขอให้ทุกหน่วยงานที่ดูแลเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข ความมั่นคงภายใน และฝ่ายปกครอง ทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน พร้อมขอให้ทุกกระทรวงบูรณาการการทำงานร่วมกันตั้งแต่ระดับนโยบาย “อย่าคิดว่ากระทรวงนี้จะรักษาแต่ผลประโยชน์ของกระทรวงตัวเอง” พร้อมย้ำว่า คณะรัฐมนตรีชุดนี้ไม่ใช่คณะรัฐมนตรีของพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง แต่เป็น “คณะรัฐมนตรีของประเทศไทย” ที่ต้องร่วมกันขับเคลื่อนประเทศ
สั่งเข้มเจรจาภาษีชาติคู่ค้า หวั่นถูกจับไต๋ทำไทยเสียเปรียบ
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการเจรจากับต่างประเทศว่า จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกกระทรวง ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
พร้อมกำชับว่า หัวหน้าคณะเจรจาจะต้องได้รับข้อมูลและการสนับสนุนจากทุกส่วนราชการอย่างครบถ้วน เพราะหากเดินทางไปเจรจาแล้วต้องกลับมาขอข้อมูลเพิ่มเติมจากแต่ละกระทรวง จะทำให้ประเทศเสียเปรียบอย่างมาก “สหรัฐอเมริกาจับไต๋เราได้หมด และเราจะเสียเปรียบ” จึงขอให้ทุกส่วนราชการบูรณาการทำงานอย่างเต็มที่ เพราะผู้ที่ได้รับมอบหมายไปเจรจา ถือว่าไปในนามรัฐบาล ไม่ใช่ในนามกระทรวงของตน
สั่งข้าราชการทำงานเต็มที่ห้ามใส่เกียร์ว่าง
ช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “ตราบใดที่ผมยังเป็นนายกฯ อยู่ จะประชุมจนท่านเบื่อ” เพราะตนมีความสุขกับการรับฟังข้อมูล ความคิดเห็น และข้อเสนอแนะจากหัวหน้าส่วนราชการ ไม่ใช่เพียงเปิดประชุมแล้วปล่อยให้แต่ละหน่วยงานหารือกันเอง โดยพร้อมใช้เวลาประชุมแม้จะยาวนานหลายชั่วโมง หากเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ
ก่อนกล่าวปิดท้าย ฝากถึงข้าราชการทุกคนว่า “ขออย่าใส่เกียร์ว่าง เพราะความเป็นข้าราชการหมดเที่ยงคืนวันที่ 1 ตุลาคม” พร้อมย้ำว่า อำนาจหน้าที่ของข้าราชการคือความรับผิดชอบตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ใช่เฉพาะในเวลาราชการเท่านั้น