คุณป้าวัย 50ปี ถูกฟ้องร้องยึดบ้านและทรัพย์สินจนหมดเนื้อหมดตัว จากการค้ำประกันให้ลูกหนี้ซื้อรถยนต์มือสองเมื่อปี 2555 แล้วไม่ส่งค่างวด จนต้องเสียบ้านและที่ดินที่อยู่อาศัยมานานถึง 24 ปีโดยไม่รู้ตัว

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ของคนที่จะเซ็นค้ำประกันซื้อรถให้กับคนใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน หรือคนในครอบครัว หากมีการให้เอกสารสำคัญอย่างเช่นบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน และสเตทเม้นท์ แล้วไม่ได้เซ็นสลักเอาไว้ว่าจุดประสงค์นั้นเอาไว้เพื่อทำอะไร ก็อาจจะถูกมิจฉาชีพนำเอกสารไปแอบอ้างซื้อบ้านหรือซื้อรถแล้วไม่ทำการผ่อนต่อ จนสุดท้ายคนที่เดือดร้อนก็คือตัวคนที่ไปเซ็นค้ำประกันนั่นเอง บางรายถูกฟ้องร้องยึดบ้านและทรัพย์สินจนหมดเนื้อหมดตัว จากหนี้ที่ตัวเองไม่ได้ก่อ ซึ่งเหมือนผู้เสียหายรายนี้ ที่ต้องเสียบ้านและที่ดินที่อยู่อาศัยมานานถึง 24 ปีโดยไม่รู้ตัว

อุทาหรณ์!! ค้ำประกันซื้อรถ "ถูกยึดบ้าน" 8 พ.ย.ที่ผ่านมาเป็นวันสุดท้ายที่ นางวิรัชดา หาญชนะ อายุ 50ปี ต้องย้ายออกจากบ้านของตัวเอง ที่เธอและครอบครัวอยู่อาศัยมานานกว่า 24 ปี เป็นบ้านที่เธอสร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรง จากการทำงานหนักรับจ้างกรีดยางพาราในพื้นที่ มาวันนี้เธอและครอบครัวไร้บ้านอยู่ ต้องไปอาศัยอยู่กับญาติชั่วคราว เธอบอกว่าตอนนี้เงินสดติดตัวแทบจะไม่มี คงต้องทำงานรับจ้างกรีดยางพารา ก่อนจะหาที่อยู่ใหม่

คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากที่ นางวิรัชดา ซึ่งอยู่บ้านเลขที่ 56 ม.2 ต.บางปิด อ.แหลมงอบ จ.ตราด ถูกสำนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ตามคำสั่งศาล จ.ตราด ให้ยึดทรัพย์เป็นบ้านชั้นเดียว พร้อมที่ดินขนาด 103 ตรว. เนื่องจากนางวิรัชดาถูกบริษัทไฟแนนซ์แห่งหนึ่งฟ้องยึดทรัพย์ เพราะไปค้ำประกันให้ลูกหนี้ซื้อรถยนต์มือสองเมื่อปี 2555 แล้วไม่ส่งค่างวด

อุทาหรณ์!! ค้ำประกันซื้อรถ "ถูกยึดบ้าน"

นางวิรัชดา เล่าว่า เธอนั่นไม่รู้ว่าใครไปทำสัญญาซื้อรถยนต์เอาไว้ รู้แต่ว่าครั้งแรกน้องชายมาขอให้ซื้อรถยนต์กระบะมือสองให้ ตนจึงให้ไปตรวจเครดิต แต่น้องชายติดเครดิตบูโร ตนจึงให้บัตรประชาชนไปถ่ายเอกสาร สำหรับซื้อรถยนต์ โดยมีนายณัฐวุฒิ ทองดี เป็นพนักงานบริษัทไฟแนนซ์ใน จ.จันทบุรี ขณะนั้น รับอาสาไปหารถให้ และเรื่องก็เงียบหายไป ส่วนน้องชายก็ไม่ได้ซื้อรถ

เธอบอกว่ามารู้เรื่องอีกทีเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ว่านายณัฐวุฒิ ไปทำเรื่องซื้อรถโดยให้บิดาของนายณัฐวุฒิเป็นผู้ซื้อ แต่เอาสำเนาบัตรประชาชนของตนเองไปเป็นผู้ค้ำประกัน ทั้งๆตนเองไม่ได้ไปเซ็นชื่อ และยิ่งกว่านั้นคือ หมายศาลที่มาส่งให้ตนนั้น ก็ไมได้ส่งไปที่บ้านที่ตนเองพักอาศัย คือบ้านที่ถูกยึด ตนเองมารู้เรื่องตอนที่ตำรวจมาจับกุมในข้อหาขัดหมายศาล ซึ่งตนได้แถลงในศาลไปแล้ว แต่ศาลไม่รับฟัง มีคำสั่งให้ยึดบ้านตนเองทันที

อุทาหรณ์!! ค้ำประกันซื้อรถ "ถูกยึดบ้าน" ทว่าภาพของเจ้าหน้าที่จากสำนักงานบังคับคดี เดินทางไปที่บ้านของเธอ เพื่อรับมอบกุญแจบ้านส่งต่อให้กับเจ้าของบ้านคนใหม่ที่ประมูลซื้อบ้านหลังดังกล่าวไปแล้ว สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่สังคมไทยจะต้องยกระดับการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ด้วยการเพิ่มความรู้ความเข้าใจให้กับประชาชน เพื่อให้ทราบถึงสิทธิทางกฎหมายของตนเองให้มากขึ้น คงไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับตัวเอง

นางวิรัชดา วอนขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งติดตามตัวนายณัฐวุฒิ พนักงานไฟแนนซ์มารับผิดชอบกับเหตุการที่เกิดขึ้น เพราะตนเองไม่รู้เรื่องดังกล่าวแม้แต่น้อย และเมื่อตนเข้าไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ คดีก็ไม่คืบหน้า ไปสอบถามไฟแนนซ์ก็บอกให้ไปตามเอาผิดกันนายณัฐวุฒิเอาเอง

หลังจากทราบเรื่อง ทีมข่าวสืบสวนความจริง จึงพยายามหาตัว นายณัฐวุฒิและนายวิชัยยศ แต่ปรากฏว่าทั้ง 2 คนหายตัวไปจากภูมิลำเนา ทีมข่าวจึงไปสอบถามกับ นายสมโชค โภคพิบูลย์ เจ้าของเต๊นท์รถ ระบุว่ารถยนต์ที่นายวิชัยยศ และนายณัฐวุฒิ ทองดี มาทำสัญญาซื้อเป็นรถยนต์เก๋งฮอนด้าแจ๊ส โดยมีไฟแนนซ์ ที่มีตัวแทนอยู่ จ.จันทบุรี เป็นผู้เดินทางมาทำสัญญา พร้อมกับนายวิชัยยศ นายณัฐวุฒิ และนางวิรัชดา ในฐานะผู้ค้ำประกัน เมื่อวันที่ 14 พ.ย.2555 แต่ตนนั้นจำวันออกรถไม่ได้แล้ว พร้อมกับบอกว่า เรื่องที่นางวิรัชดาบอกว่าไม่ได้มาเซ็นชื่อในสัญญานั้น ไม่เป็นความจริง เพราะการทำสัญญาซื้อขายรถ ตนเองในฐานะเจ้าของรถ เจ้าของเต๊นท์รถ แม้จะอยากขายรถมากเท่าไหร่ ก็ต้องทำตามระเบียบ

 


คดีนี้ยังมีหลายจุดที่มีพิรุษ  ทีมข่าวสืบสวนความจริงนำเรื่องราวของป้าวิ ผู้เสียหายถูกยึดบ้าน ไปถามทนายรณรงค์ แก้วเพชร ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ถึงกรณีที่เกิดขึ้นว่าจะสามารถสู้คดีได้หรือไม่อย่างไรและโอกาสที่จะได้บ้านคืนมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ด้านทนายรณรงค์ แนะนำป้าวิ ให้แจ้งความกับตำรวจว่าถูกไฟแนนซ์นำเอาเอกสารไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาติ ส่วนบ้านที่ถูกยึดและขายทอดตลาดนั้น คดีแพ่งจบไปแล้ว ถ้าอยากได้บ้านคืนต้องเข้าสู่ขั้นตอนประมูลซื้อคืนกลับมาเท่านั้น

อุทาหรณ์!! ค้ำประกันซื้อรถ "ถูกยึดบ้าน" โดยทนายรณรงค์ ได้ย้ำเตือนถึง เรื่องการเซ็นต์รับรองสำเนาเอกสารสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นทะเบียนบ้าน หรือบัตรประชาชน นอกจากเจ้าของบัตรต้องเซ็นต์รับรองสำเนาแล้ว ที่สำคัญต้องเขียนกำกับไว้ด้วยทุกครั้งว่าจะนำเอกสารไปใช้เพื่อทำอะไรด้วย อย่าเซ็นต์ไว้ลอยๆเด็ดขาด แต่ถ้าทำแล้วยังถูกนำไปใช้กู้ซื้อรถยนต์ต่อ ก็ต้องไปตรวจสอบต่อว่า ผู้ที่กู้ซื้อรถนั้น รู้จักกับคนที่ค้ำประกันหรือไม่ มีการเซนต์ค้ำประกันให้จริงมั๊ย ถ้าหากพบว่ามีการปลอมแปลงเอกสาร ก็สามารถดำเนินคดีย้อนหลังได้

 

 

อุทาหรณ์!! ค้ำประกันซื้อรถ "ถูกยึดบ้าน" เรื่องราวของป้าวิ ถือว่าเป็นอุทาหรณ์ให้กับทุกคนในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเอกสารสำคัญต่างๆเวลาไปทำธุรกรรมใดๆ เมื่อเซ็นสำเนาถูกต้อง แล้วที่สำคัญ ต้องเขียนสลักจุดประสงค์เอาไว้ในเอกสารให้ชัดเจน มิเช่นมิจฉาชีพก็ฉวยโอกาสเอาไปใช้ในทางที่ผิด และอาจจะทำให้ตัวเรานั้นถูกฟ้องยึดบ้าน ยึดทรัพย์โดยที่ไม่รู้ตัวเหมือนกับป้าวิ