หลังจากทราบเรื่อง ทีมข่าวสืบสวนความจริง จึงพยายามหาตัว นายณัฐวุฒิและนายวิชัยยศ แต่ปรากฏว่าทั้ง 2 คนหายตัวไปจากภูมิลำเนา ทีมข่าวจึงไปสอบถามกับ นายสมโชค โภคพิบูลย์ เจ้าของเต๊นท์รถ ระบุว่ารถยนต์ที่นายวิชัยยศ และนายณัฐวุฒิ ทองดี มาทำสัญญาซื้อเป็นรถยนต์เก๋งฮอนด้าแจ๊ส โดยมีไฟแนนซ์ ที่มีตัวแทนอยู่ จ.จันทบุรี เป็นผู้เดินทางมาทำสัญญา พร้อมกับนายวิชัยยศ นายณัฐวุฒิ และนางวิรัชดา ในฐานะผู้ค้ำประกัน เมื่อวันที่ 14 พ.ย.2555 แต่ตนนั้นจำวันออกรถไม่ได้แล้ว พร้อมกับบอกว่า เรื่องที่นางวิรัชดาบอกว่าไม่ได้มาเซ็นชื่อในสัญญานั้น ไม่เป็นความจริง เพราะการทำสัญญาซื้อขายรถ ตนเองในฐานะเจ้าของรถ เจ้าของเต๊นท์รถ แม้จะอยากขายรถมากเท่าไหร่ ก็ต้องทำตามระเบียบ
คดีนี้ยังมีหลายจุดที่มีพิรุษ ทีมข่าวสืบสวนความจริงนำเรื่องราวของป้าวิ ผู้เสียหายถูกยึดบ้าน ไปถามทนายรณรงค์ แก้วเพชร ประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ถึงกรณีที่เกิดขึ้นว่าจะสามารถสู้คดีได้หรือไม่อย่างไรและโอกาสที่จะได้บ้านคืนมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ด้านทนายรณรงค์ แนะนำป้าวิ ให้แจ้งความกับตำรวจว่าถูกไฟแนนซ์นำเอาเอกสารไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาติ ส่วนบ้านที่ถูกยึดและขายทอดตลาดนั้น คดีแพ่งจบไปแล้ว ถ้าอยากได้บ้านคืนต้องเข้าสู่ขั้นตอนประมูลซื้อคืนกลับมาเท่านั้น
โดยทนายรณรงค์ ได้ย้ำเตือนถึง เรื่องการเซ็นต์รับรองสำเนาเอกสารสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นทะเบียนบ้าน หรือบัตรประชาชน นอกจากเจ้าของบัตรต้องเซ็นต์รับรองสำเนาแล้ว ที่สำคัญต้องเขียนกำกับไว้ด้วยทุกครั้งว่าจะนำเอกสารไปใช้เพื่อทำอะไรด้วย อย่าเซ็นต์ไว้ลอยๆเด็ดขาด แต่ถ้าทำแล้วยังถูกนำไปใช้กู้ซื้อรถยนต์ต่อ ก็ต้องไปตรวจสอบต่อว่า ผู้ที่กู้ซื้อรถนั้น รู้จักกับคนที่ค้ำประกันหรือไม่ มีการเซนต์ค้ำประกันให้จริงมั๊ย ถ้าหากพบว่ามีการปลอมแปลงเอกสาร ก็สามารถดำเนินคดีย้อนหลังได้
เรื่องราวของป้าวิ ถือว่าเป็นอุทาหรณ์ให้กับทุกคนในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องเอกสารสำคัญต่างๆเวลาไปทำธุรกรรมใดๆ เมื่อเซ็นสำเนาถูกต้อง แล้วที่สำคัญ ต้องเขียนสลักจุดประสงค์เอาไว้ในเอกสารให้ชัดเจน มิเช่นมิจฉาชีพก็ฉวยโอกาสเอาไปใช้ในทางที่ผิด และอาจจะทำให้ตัวเรานั้นถูกฟ้องยึดบ้าน ยึดทรัพย์โดยที่ไม่รู้ตัวเหมือนกับป้าวิ