เนชั่นทีวี

รักษ์โลก

กรมชลฯเตรียมขยายผลโมเดล"ทำนาเปียกสลับแห้ง" ลดใช้น้ำทำนารับมือโลกร้อน

06 ก.ค. 2566 | thamsathit_pol

กรมชลฯเตรียมขยายผลโมเดล"ทำนาเปียกสลับแห้ง" ลดใช้น้ำทำนารับมือโลกร้อน

"กรมชลฯ" เตรียมขยายผล "ทำนาเปียกสลับแห้ง" ประหยัดน้ำ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามแนวนโยบาย BCG ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

6 กรกฎาคม 2566 "ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล" รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวในการสัมมนา "อนาคตชาวนาไทยกับการทำแบบใช้น้ำน้อย" ในการประชุมสัมมนางานวิชาการด้านการชลประทานและการระบายน้ำแห่งชาติครั้งที่ 16 ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการด้านการชลประทานและการระบายน้ำแห่งประเทศไทย (THAICID )  ว่า กรมชลประทานได้เตรียมขยายผลการทำนาแบบใช้น้ำน้อยหรือ"การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง"

"ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล" รองอธิบดีกรมชลประทาน

ซึ่งเป็นผลงานที่กรม ชลประทานได้วิจัยและนำเสนอต่อที่ประชุมชลประทานโลกครั้งที่ 2 ปี 2559 และได้รับรางวัล WatSave Awards ซึ่งจะสอดคล้องกับสภาวะอากาศโลกที่แปรปรวนมากขึ้น เป็นการลดก๊าซมีเธนในไร่นา นำไปสู่เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของไทยและของโลกโดยฤดูทำนาที่เหมาะสมคือฤดูนาปรัง

 

"กรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ฝนปีนี้จะสิ้นสุดกลางต.ค.66 อีกทั้งปรากฏการเอนโซ่สภาวะเอลนิโญ คาดว่าฝนจะน้อยกว่าค่าปกติ 5 %  และปรากฏการณ์จะลากยาวถึงก.ค.- มี.ค. 67 " 

ดังนั้นจะเห็นว่าภาคเกษตรต้องมีการปรับตัวให้สอดคล้องกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป โดยแนวทางการส่งเสริมการทำนาเปียกสลับแห้งเป็นการประหยัดน้ำและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามแนวนโยบายBCG ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และข้อตกลง  COP27 (Conference of the Parties ครั้งที่ 27) ไทยได้ประกาศเป้าหมายที่สำคัญ คือ ประเทศไทยจะเป็นกลางทางคาร์บอน ( Carbon Neutrality ) ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ( Net Zero) ภายในปี 2065 ซึ่งงานวิจัยของนักวิชาการพบว่าหากทำนาเปียกสลับแห้งสามารถลดก๊าซคาร์บอนฯได้ 42 กก.ต่อไร่

กรมชลฯเตรียมขยายผลโมเดล"ทำนาเปียกสลับแห้ง" ลดใช้น้ำทำนารับมือโลกร้อน

ดังนั้นหากสามารถรณงค์ให้ชาวนาทำนาแบบเปียกสลับแห้งเหลือเพียง 8 ล้านไร่จากการทำนาปกติ 17 ล้านไร่ จะลดคาร์บอนฯได้ 357 ล้านกิโลกรัม และสามารถขาย Carbon credit กลับมาเป็นเงินให้กับเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง" ดร.ทวีศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ กรมชลฯได้ทำพื้นที่ตัวอย่างทำนาแบบเปียกสลับแห้ง  เชียงใหม่ อุบลราชธานี พิษณุโลก สุพรรณบุรี โดยผลข้อมูลจากอ่างเก็บน้ำแม่โก๋น จ.เชียงใหม่ พบว่าใช้น้ำเพียง 1,172 ลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) จากปกติ 1,500 ลบ.ม. ซึ่งเมื่อนำมาคำนวนว่ากรณีการทำนาปรัง 17 ล้านไร่ หากทำนาแบบปกติใช้น้ำ 25,798 ล้านลบ.ม.แต่ถ้าทำนาแบบเปียกสลับแห้งจะใช้น้ำประมาณ 19,896 ล้านลบ.ม.ประหยัดน้ำได้ประมาณ 5,000 ล้านลบม.ต่อปี หรือเท่ากับเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ประมาณ  5  เขื่อน

กรมชลฯเตรียมขยายผลโมเดล"ทำนาเปียกสลับแห้ง" ลดใช้น้ำทำนารับมือโลกร้อน

"ดร.วัชระ เสือดี" ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านบำรุงรักษา) กล่าวว่า การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง กรมชลฯได้ศึกษามาตั้งแต่ปี 55 และนำไปทดลองในแปลงต่างๆ และปี 59 ได้นำไปเสนอที่ประชุมชลประทานโลกจนได้รางวัลและหลายประเทศสนใจ ซึ่งในไทยเองนั้นมีภาคเอกชนได้นำไปใช้กับเกษตรกรในหลายแปลง ผลการเก็บข้อมูล พบว่ามีผลผลิตถึง 1,150 กิโลกรัมต่อไร่ มีกำไรประมาณ 1 หมื่นบาทต่อไร่ เพิ่มขึ้นกว่าการทำนาแบบปกติที่ผลผลิตประมาณ 700 กก.ต่อไร่และกำไรไม่ถึงพันบาท 

"นายบุญฤทธิ์  หอมจันทร์" เกษตรกรต้นแบบด้านข้าว จ.ชัยนาท กล่าวว่า เริ่มต้นด้วยการลองแบ่งพื้นที่ทำคู่กับการทำแบบปกติสามารถลดต้นทุนจากไร่ละ 3,800 บาทต่อไร่ เหลือ 3,150 บาทต่อไร่  ผลผลิตได้ 900 กก.ต่อไร่ แต่ลดการจัดการแมลง ผลผลิตถือว่าดีกว่าทำแบบเดิม นอกจากนั้นสามารถขายคาร์บอนเครดิตได้อีกด้วยโดยตนเองไปสมัครและขายเอกชนได้ราคาไร่ละประมาณ 100 บาท

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐต้องดำเนินการก็คือความชัดเจนของภาครัฐว่าเมื่อนาแห้งแล้วถึงเวลาได้น้ำต้องได้ตามที่ตกลงกันไว้   

 

ข่าวล่าสุด