svasdssvasds
เนชั่นทีวี

ต่างประเทศ

บริษัทในสหรัฐมองในเชิงลบมากขึ้น หากคิดจะทำธุรกิจในจีน

23 มีนาคม 2566

บริษัทในสหรัฐ มองในเชิงลบมากขึ้น หากคิดจะทำธุรกิจในประเทศจีน จากการเปิดเผยของประธานหอการค้าอเมริกันในจีน เนื่องจากความตึงเครียดที่มีมากขึ้นระหว่างสองชาติยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจของโลก

เป็นที่รู้กันว่า รัฐบาลสหรัฐและรัฐบาลจีนในเวลานี้ เห็นไม่ตรงกันมากขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ประเด็นยูเครน โควิด ไปจนถึงไต้หวัน Tiktok และเซมิคอนดักเตอร์

ผลสำรวจประจำปีล่าสุดของหอการค้าอเมริกันในจีน จากจำนวนสมาชิกกว่า 900 ราย พบว่า เป็นครั้งแรกที่สมาชิกส่วนใหญ่ 55% ไม่คิดว่า จีนจะเป็นประเทศที่น่าเข้าไปลงทุนในสามอันดับแรกอีกแล้ว  เพราะความไม่แน่นอนในความสัมพันธ์ระดับทวิภาคี

พวกเขามองว่า ความท้าทายในการเข้าไปลงทุนที่จีนมีเพิ่มขึ้น 10% มาอยู่ที่ 66% เมื่อปีที่แล้ว  ส่วนคนที่คิดว่า จีนไม่ค่อยต้อนรับบริษัทต่างชาติมีเพิ่มขึ้นแตะ 49%

บริษัทในสหรัฐมองในเชิงลบมากขึ้น หากคิดจะทำธุรกิจในจีน ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐไม่ค่อยสู้ดี นับจากเมื่อ 5 ปีก่อน ที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐคนก่อน ตั้งกำแพงภาษีสินค้าจีน และทำสงครามการค้ากับจีน โดยกล่าวหาจีน ทำการค้าไม่เป็นธรรม และยังขโมยทรัพย์สินทางปัญญา ทำให้สหรัฐต้องขาดดุลการค้ามหาศาล  จีนจึงโต้กลับด้วยการขึ้นภาษีในฝั่งของตนเองมั่ง 

สมาชิกหอการค้าอเมริกันในจีน ประกอบไปด้วยบริษัทชื่อดัง ทั้ง ไนกี้ อินเทล ไฟเซอร์ และโคคาโคล่า  ซึ่งล้วนแต่เป็นบริษัทสหรัฐรุ่นแรกๆ ที่เข้าไปขายสินค้าในจีน หลังอดีตประธานาธิบดี เติ้งเสี่ยวผิง ของจีน เปิดประเทศต้อนรับบริษัทต่างชาติเมื่อปลายปี 1978  นับจากนั้น การค้าก็กลายเป็นหัวใจสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ประธานหอการค้าอเมริกันในจีน บอกว่า บริษัทในสหรัฐก็แค่เหน็ดเหนื่อยกันจริงๆ หลังผ่านโควิดมา 3 ปี แล้วตอนนี้ยังมาเจออีกหลายประเด็น ทั้งการเดินทางในจีนที่ยากขึ้น ต้นทุนค่าแรงพุ่ง  บรรดาผู้บริหารที่ไม่อยากไปข้องเกี่ยวกับจีน แรงกดดันทางการเมือง และจีนกลายเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากขึ้นในการทำธุรกิจที่นั่น

บริษัทในสหรัฐมองในเชิงลบมากขึ้น หากคิดจะทำธุรกิจในจีน บริษัทในสหรัฐมองในเชิงลบมากขึ้น หากคิดจะทำธุรกิจในจีน แต่ถึงกระนั้น การค้าระหว่างจีนกับสหรัฐก็พุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์ที่เกือบ 7 แสนล้านดอลลาร์เมื่อปีที่แล้ว หรือประมาณ 23 ล้านล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่า การพึ่งพาซึ่งกันและกันระหว่างสองชาติยักษ์ใหญ่ ยังคงเป็นหัวใจของเศรษฐกิจโลกทั้งหมด