อ.สุรชาติ ชี้คลื่นโกรธต้านรัฐลามยุโรป ชนวนดันการเมืองสวิงขวา
30 ต.ค. 2569 | apirak_pra

อ.สุรชาติ บำรุงสุข ชำแหละม็อบยุโรป จากห้องเรียนฝรั่งเศสลามต้านค่าครองชีพ-งบสงคราม ชี้คลื่นความโกรธต้านรัฐ ส่อดันภูมิรัฐศาสตร์สวิงซบประชานิยมปีกขวา
Exclusive
30 ต.ค. 2569 | apirak_pra

อ.สุรชาติ บำรุงสุข ชำแหละม็อบยุโรป จากห้องเรียนฝรั่งเศสลามต้านค่าครองชีพ-งบสงคราม ชี้คลื่นความโกรธต้านรัฐ ส่อดันภูมิรัฐศาสตร์สวิงซบประชานิยมปีกขวา
KEY
POINTS
จากกรณีที่เกิดการประท้วงระลอกใหญ่ขึ้นในทวีปยุโรป โดยมีจุดเริ่มต้นจากการชุมนุมของกลุ่มนักเรียนในฝรั่งเศสช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ก่อนจะลุกลามบานปลายกลายเป็นการเคลื่อนไหวใหญ่ของกลุ่มคนทำงานและสหภาพแรงงาน จนนำไปสู่เหตุปะทะรุนแรงในหลายเมืองใหญ่ และเริ่มแพร่กระจายไปยังประเทศอื่นๆ เช่น สเปน โปรตุเกส เบลเยียม อิตาลี แอลเบเนีย และเซอร์เบีย ท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤตค่าครองชีพและภาระงบประมาณสงคราม
เกี่ยวกับเรื่องนี้ ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคง ได้เขียนบทความวิเคราะห์เรื่อง "คลื่นแห่งความโกรธและต่อต้านรัฐ" ระบุว่า
ปัญหาการประท้วงใหญ่ในยุโรปดูจะเริ่มต้นด้วยเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดคือ การประท้วงของนักเรียนในฝรั่งเศสในช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา นักเรียนฝรั่งเศสมีปัญหาอย่างมากกับสภาพของห้องเรียน และความขาดแคลนครูผู้สอน … เสียงของการประท้วงเริ่มดังมากขึ้น และมีผู้เข้าร่วมการชุมนุมมากขึ้นทั้งนักศึกษามหาวิทยาลัย และสหภาพแรงงาน รวมทั้งสหภาพครู
การชุมนุมที่ขยายวงทำให้มีผู้เข้าร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก และในที่สุดก็นำไปสู่การใช้ความรุนแรงในวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา และการชุมนุมหวนกลับมาอีกครั้งในวันที่ 24-25 ตุลาคม โดยมีสหภาพแรงงานเป็นแกนนำ จนอาจต้องเรียกว่าเป็น “คลื่นแห่งความโกรธและการต่อต้านรัฐ” ที่มาคู่ขนานกัน
การชุมนุมที่ดูจะเป็นเรื่องของฝรั่งเศส แต่กลับขยายวงกว้างออกไปสู่ประเทศต่างๆ ในยุโรป ไม่ว่าจะเป็นสเปน โปตุเกส เบลเยียม อิตาลี หรือในยุโรปตะวันออกคือ แอลเบเนีย กับเซอร์เบีย เป็นต้น
การชุมนุมที่ขยายออกไปสู่ประเทศต่างๆ ในยุโรปนั้น มีปัจจัยร่วมที่สำคัญคือ ปัญหาค่าครองชีพ ไม่ว่าจะเป็นราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ค่าที่อยู่อาศัยที่เพิ่มมากขึ้น ตลอดรวมถึงค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ ในชีวิตประจำวันที่เพิ่มขึ้น อันส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนประสบความยากลำบาก โดยเฉพาะบรรดาคนงาน
ประกอบกับสถานการณ์สำคัญหนึ่งในยุโรปที่ส่งผลอย่างมากกับการการบริหารภาครัฐคือ สงครามยูเครนที่ดำเนินมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2022 และทำให้รัฐบาลยุโรปโดยรวมต้องเพิ่มงบประมาณทหาร และลดงบประมาณทางด้านสวัสดิการและการบริการทางสังคมลง ซึ่งก็ส่งผลอย่างมากต่อคนในระดับล่าง เพราะสวัสดิการที่เคยได้ต้องถูกตัดทอนลง และคนจะมีความ “รู้สึกโกรธ” จนนำไปสู่การ “ต่อต้านรัฐบาล”
ความโกรธต่อรัฐบาลที่เริ่มในหมู่นักเรียน เพราะสภาพของสถานศึกษาที่เสื่อมโทรมอย่างมาก ความขาดแคลนครู และความขาดแคลนด้านงบประมาณ และความโกรธเช่นเดียวกันขยายไปสู่ผู้คนในสังคม เช่นกรณีของคนงานในฝรั่งเศส หรือไปสู่คนระดับอื่นๆ ที่ต้องเผชิญกับปัญหาค่าครองชีพ และมองว่า รัฐบาลไม่ได้แก้ปัญหา หรือช่วยเหลือในเรื่องเหล่านี้ได้
สำหรับการเมืองภายใน ความโกรธที่เป็นปัจจัยพื้นฐานของจิตวิทยาการเมืองในการต่อต้านรัฐนั้น ยังเพิ่มมากขึ้นจากมาตรการในการควบคุมฝูงชน ที่ผู้ชุมนุมหลายส่วนมีความรู้สึกว่า ตำรวจใช้ความรุนแรงมากเกินไป จนกลายเป็นปัจจัยในการกระตุ้นในการก่อเหตุรุนแรง
แต่ในอีกด้าน ก็ต้องยอมรับว่าในมุมมองของเจ้าหน้าที่รัฐนั้น มีบุคคลที่เป็นผู้นิยมความรุนแรงอยู่ในการประท้วง และใช้การชุมนุมเป็นเวทีในการก่อความรุนแรง จนนำไปสู่การปะทะกับตำรวจ และวันนี้ ภาพของความรุนแรงเห็นได้จากการประท้วงในหลายเมืองหลักของยุโรป
การชุมนุมที่นำไปสู่ความรุนแรงดังที่กล่าวแล้วนั้น มีผลอย่างมากกับการเลือกตั้งที่จะเกิดในอนาคตอย่างแน่นอน ดังจะเห็นได้ว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีของฝรั่งเศสที่จะเกิดในเดือนเมษายน 2027 หรือการเลือกตั้งในสเปนในเดือนพฤศจิกายนนี้ มีประเด็นการประท้วงเป็นข้อถกเถียงอย่างมากทั้งในการเมืองปีกซ้ายกับปีกขวา และข้อถกเถียงเช่นนี้ขยายตัวไปในหลายภาคส่วนในหลายประเทศด้วย
เราจะเห็นได้ชัดเจนถึงจุดยืนทางการเมือง ที่กลุ่มการเมืองปีกซ้ายมีท่าทีที่ชัดเจนในการสนับสนุนการชุมนุม และโทษว่าความรุนแรงส่วนหนึ่ง มาจากการใช้ความรุนแรงของตำรวจ ขณะที่กลุ่มการเมืองปีกขวา มีท่าทีไม่ตอบรับการชุมนุม และปกป้องตำรวจในการใช้กำลัง
ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า การชุมนุมในฝรั่งเศสได้กลายเป็นปัจจัยในการกำหนดความเป็น “ซ้าย-ขวา” ของคนในสังคม และความเป็นซ้าย-ขวาเช่นนี้ จะส่งผลอย่างมากในทางการเมืองระหว่างประเทศ เช่น เกิดความรู้สึกว่า รัฐบาลไม่ควรให้ความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศ เพราะเงินควรเอามาใช้ช่วยเหลือประชาชนภายในบ้าน หรือมองว่า การรับผู้อพยพจากภายนอกทำให้เกิดการแย่งงาน และคนจากภายนอกที่ต่างวัฒนธรรมยังสร้างปัญหากับสังคมภายในอีกด้วย
เรื่องราวเหล่านี้ อาจจะเริ่มต้นจากเรื่องเล็กๆ ด้วยปัญหาในโรงเรียน และการชุมนุมของนักเรียน แต่ตอนนี้ ปัญหาขยายตัวไปสู้เรื่องอื่นๆ โดยมีปัญหาค่าครองชีพเป็นแกนกลาง ซึ่งผลที่ตามมาอย่างชัดเจนคือ คนจะหันไปยอมรับกระแส “ประชานิยมปีกขวา” (Rightwing Populism) มากขึ้น
เหตุผลสำคัญที่ คนจะหันไปสู่กระแสขวา เพราะคนในสังคมมองว่า การประท้วงที่มีลักษณะของการจลาจลนั้น เป็นการทำลายทั้งเสถียรภาพทางการเมืองและความสงบเรียบร้อยในสังคม … คนอยากให้รัฐบาลยุติการมีบทบาทภายนอก เพราะต้องเอาเงินในบ้านไปใช้นอกบ้าน … คนไม่อยากรับผู้อพยพจากภายนอก ที่เข้ามาแล้วกลายเป็นปัญหา … คนอยากให้รัฐบาลดูแลสวัสดิการภายในในเรื่องต่างๆ …
สิ่งที่น่าสนใจคือ จากการประท้วงเรื่องคุณภาพการศึกษา ไปสู่ปัญหาค่าครองชีพ และอาจกลายเป็นจุดพลิกผันให้การเมืองของรัฐยุโรปเกิดอาการ “สวิงขวา” มากขึ้น หรืออาจกล่าวได้ว่า เรากำลังเห็นปัจจัยการเมืองภายในกำลังทำให้ภูมิรัฐศาสตร์ของยุโรปกลายเป็น “ประชานิยมปีกขวา” มากขึ้น และเป็นปีกขวาที่เป็นมิตรกับประธานาธิบดีปูติน … ชัยชนะของประชานิยมปีกขวายุโรปจะมีนัยสำคัญกับการเมืองโลกในอนาคตแน่นอน !