เนชั่นทีวี

Exclusive

Countdown to the 2026 U.S. Midterm Elections ตอนที่ 3 : เจาะลึกฐานผู้ลงคะแนน เงินทุน และกลุ่มคนที่เริ่มถอยห่าง

29 ต.ค. 2569 | กองบรรณาธิการเนชั่นออนไลน์

Countdown to the 2026 U.S. Midterm Elections  ตอนที่ 3 : เจาะลึกฐานผู้ลงคะแนน เงินทุน และกลุ่มคนที่เริ่มถอยห่าง

Countdown to the 2026 U.S. Midterm Elections ตอนที่ 3: เจาะลึกฐานผู้ลงคะแนน เงินทุน และกลุ่มคนที่เริ่มถอยห่าง. .

Countdown to the 2026 U.S. Midterm Elections ตอนที่ 3: เจาะลึกฐานผู้ลงคะแนน เงินทุน และกลุ่มคนที่เริ่มถอยห่าง. .

KEY

POINTS

  • พรรคเดโมแครตได้เปรียบด้านเงินบริจาครายย่อยจากฐานราก ขณะที่พรรครีพับลิกันพึ่งพิงเงินทุนก้อนใหญ่จากกลุ่มมหาเศรษฐีและกลุ่มทุนเทคโนโลยี
  • ผู้ลงคะแนนกลุ่มสำคัญเริ่มตีตัวออกจากพรรครีพับลิกัน ได้แก่ กลุ่มชาวลาติโน, กลุ่มคนทำงานและเกษตรกร (ฐานเสียง MAGA เดิม), และผู้ลงคะแนนอิสระ
  • สาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ลงคะแนนถอยห่างคือความไม่พอใจนโยบายชายแดน, ปัญหาค่าครองชีพและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น, และข้อกังขาเรื่องความโปร่งใสของฝ่ายบริหาร
  • กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกรุ่นใหม่ (อายุ 18-29 ปี) หันมาสนับสนุนพรรคเดโมแครตเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดย 70% ระบุว่าเอนเอียงมาทางเดโมแครต

ตอนที่ 3 : เจาะลึกฐานผู้ลงคะแนน เงินทุน และกลุ่มคนที่เริ่มถอยห่าง
โดย กฤษฎา บุญเรือง
สมรภูมิคะแนนเสียง: เจาะลึกฐานผู้ลงคะแนน เงินทุน และกลุ่มคนที่เริ่มถอยห่าง

 

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ผู้ลงคะแนนถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลักอย่างชัดเจน คือ ฝั่งรีพับลิกัน (GOP) ที่เน้นฐานเสียงอนุรักษนิยม, ฝั่งเดโมแครต (DEM) ที่ดึงดูดกลุ่มคนรุ่นใหม่และผู้ใช้แรงงานในเมือง และ กลุ่มผู้ลงคะแนนอิสระ (Independents) ซึ่งกลายเป็น "ตัวแปรชี้ขาด" สนามเลือกตั้งในปีนี้

 

และ ข้อมูลสำรวจล่าสุดจาก Pew Research Center และสถิติการระดมทุนสะท้อนความแตกต่างทางยุทธศาสตร์อย่างเห็นได้ชัด พบว่า “เดโมแครต” ได้รับแรงหนุนมหาศาลจากเงินบริจาครายย่อย (Small-dollar Donors) ของประชาชนทั่วไปผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งสะท้อนถึงพลังการกระตุ้นผู้ลงคะแนนในระดับรากหญ้า

 

ส่วน “รีพับลิกัน” แม้ฐานบริจาครายย่อยจะชะลอตัวลง แต่ยังคงได้รับการอัดฉีดเม็ดเงินก้อนโตจากกลุ่มมหาเศรษฐี กลุ่มทุนพลังงาน และกลุ่มผู้ทรงอิทธิพลในวงการเทคโนโลยี (Tech Bros) ที่ต้องการรักษานโยบายผ่อนคลายภาษีและกฎระเบียบไว้

แต่ที่น่าสนใจ คือ มี 3 กลุ่มผู้ลงคะแนนสำคัญที่เริ่มผละออกจาก GOP และเปิดรับ DEM โดยเจาะลึกพฤติกรรมผู้ลงคะแนน รายงานจาก Pew Research Center และ ผลโพลจาก Reuters/Ipsos ชี้ให้เห็นสัญญาณการย้ายฝั่งอย่างมีนัยสำคัญใน 3 กลุ่มหลัก

 

1 กลุ่มผู้ลงคะแนนชาวลาติโน (Latinos) — กลุ่มประชากรเชื้อสายละตินอเมริกาในอเมริกาที่มีความหลากหลายทางสถาบัน ครอบครัว ภาษา และภูมิหลังทางวัฒนธรรม : "ผิดหวังจากมาตรการชายแดนที่กระทบครอบครัว"

 

รายงานของ Pew Research Center ชี้ว่า คะแนนสนับสนุนของกลุ่มลาติโนต่อพรรคเดโมแครตนำพรรครีพับลิกันถึง 51% ต่อ 24% (ส่วนห่างถึง 27 จุด) ขณะที่คะแนนอนุมัติการทำงานของฝ่ายบริหารในกลุ่มลาติโนดั้งเดิมลดลงอย่างก้าวกระโดดจาก 93% เหลือเพียง 57% โดยผู้ลงคะแนนชาวลาติโนมากถึง 55% มองว่าการออกไปกาบัตรครั้งนี้คือการลงมติคัดค้านฝ่ายบริหาร เนื่องจากความกังวลเรื่องมาตรการกวาดล้างและกวาดต้อนคนเข้าเมืองที่เข้มงวดเกินไปจนส่งผลกระทบต่อญาติพี่น้องและชุมชนของตนเองอย่างรุนแรง

 

2 กลุ่มคนทำงานรายย่อยและเกษตรกร / ฐานเสียง MAGA : "แบกรับค่าครองชีพและราคาน้ำมันไม่ไหว" กลุ่มคนทำงาน คนขับรถบรรทุก และเกษตรกรรายย่อย ซึ่งเคยมอบคะแนนเสียงให้กลุ่ม MAGA เริ่มรู้สึกว่านโยบายเศรษฐกิจของ GOP ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหากระเป๋าเงินในชีวิตประจำวัน ข้อมูลจาก Reuters/Ipsos ระบุว่า ผู้ลงคะแนนถึง 69% ไม่พอใจการจัดการเศรษฐกิจ และอีก 73% ไม่พอใจการรับมือราคาน้ำมันแพง ทำให้กลุ่มคนทำงานจำนวนมากเริ่มผละออกจากพรรครีพับลิกัน และเปิดใจรับฟังนโยบายบรรเทาค่าครองชีพจากฝั่งเดโมแครตมากขึ้น

3 กลุ่มผู้ลงคะแนนอิสระ (Independents) : "เทคะแนนหนีข้อครหาเรื่องความโปร่งใส" ผู้ลงคะแนนกลุ่มอิสระซึ่งเป็นตัวแปรตัดสินผลชนะเลิศ แสดงความไม่พอใจต่อฝ่ายบริหารอย่างชัดเจน โดย โพล Reuters/Ipsos พบว่า มากกว่า 2 ใน 3 (กว่า 67%) ไม่ยอมรับผลงานของฝ่ายบริหาร เนื่องจากตั้งคำถามเรื่องการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนเทคโนโลยี การสืบเชื้อสายเครือข่ายวงใน ตลอดจนข้อครหาเรื่องการใช้นโยบายเอื้อประโยชน์ทางการค้า (Insider Trading) ส่งผลให้พรรคเดโมแครตมีคะแนนนำกลุ่มอิสระในเรื่องความโปร่งใสและการแก้ปัญหาเศรษฐกิจอยู่ถึง 8 ถึง 20 จุด

 

4 กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ (Youth Voters / Gen Z & Millennials) : "การหันกลับมาเทคะแนนให้เดโมแครตอย่างก้าวกระโดด"

 

ข้อมูลสถิติ ผลสำรวจจาก ผลสำรวจจาก New York Times/Siena [1.1.2] พบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ (อายุ 18–29 ปี) ถึง 70% ระบุว่าตนเองเป็นหรือเอียงไปทางพรรคเดโมแครต เพิ่มขึ้นถึง 15 จุด (Percentage Points) จากปี 2024 (ซึ่งเคยอยู่ที่ 55%) ถือเป็นระดับความนิยมที่ใกล้เคียงกับสถิติปี 2008 ในยุคบารัก โอบามา โดยในระดับประเทศกลุ่มนี้สนับสนุนผู้สมัคร ส.ส. พรรคเดโมแครตนำฝั่งรีพับลิกันสูงถึง 44 จุด (ก้าวกระโดดจากเดิมที่เคยนำอยู่เพียง 10 จุดเมื่อสองปีก่อน) ในขณะที่กลุ่มอายุ 30–44 ปี สนับสนุนเพิ่มขึ้นเพียง +5 จุด, กลุ่มอายุ 45–64 ปี เพิ่มขึ้น +2 จุด และกลุ่มอายุ 65 ปีขึ้นไปไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

ข่าวล่าสุด