เนชั่นทีวี

Exclusive

Countdown to the 2026 U.S. Midterm Elections ตอนที่ 1 : ค่าครองชีพ นโยบายเศรษฐกิจ ชี้ขาดผู้ชนะเลือกตั้งสหรัฐฯ

27 ต.ค. 2569 | กองบรรณาธิการเนชั่นออนไลน์

Countdown to the 2026 U.S. Midterm Elections ตอนที่ 1 : ค่าครองชีพ นโยบายเศรษฐกิจ ชี้ขาดผู้ชนะเลือกตั้งสหรัฐฯ

Countdown to the 2026 U.S. Midterm Elections ตอนที่ 1 : ค่าครองชีพ นโยบายเศรษฐกิจ ชี้ขาดผู้ชนะเลือกตั้งสหรัฐฯ

Countdown to the 2026 U.S. Midterm Elections ตอนที่ 1 : ค่าครองชีพ นโยบายเศรษฐกิจ ชี้ขาดผู้ชนะเลือกตั้งสหรัฐฯ

KEY

POINTS

  • เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ วัดความนิยม ทรัมป์ ลุ้นเปลี่ยนขั้วอำนาจในสภาคองเกรสเพื่อถ่วงดุลรัฐบาล
  • เศรษฐกิจ-ค่าครองชีพ เป็นโจทย์ใหญ่ หลังผลสำรวจชี้ชาวอเมริกัน 85% กังวลเศรษฐกิจ และ 84% ห่วงราคาสินค้าแพง
  • คะแนนนิยมทรัมป์ ด้านเศรษฐกิจร่วงหนัก น้ำมันแพงจากความขัดแย้งอิหร่านซ้ำเติมแรงกดดัน เสี่ยงกระทบฐานเสียงรีพับลิกัน

เหลือเวลาอีกเพียง 1 สัปดาห์จะถึงวันเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากทั่วโลก เพราะทิศทางนโยบายและบทบาทของผู้นำสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกอย่างมหาศาล ขณะเดียวกัน หลายฝ่ายต่างลุ้นอย่างใจจดจ่อว่า ผลการเลือกตั้งสหรัฐครั้งนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนขั้วอำนาจในสภาคองเกรส เพื่อสร้างสมดุลทางการเมืองในวอชิงตัน ดี.ซี. หรือไม่

 

ในช่วงเวลาสำคัญนี้ “เนชั่นออนไลน์” ขอชวนทุกคนมาร่วมสับสวิตช์นับถอยหลัง เพื่อทำความเข้าใจระเบียบการเมืองสหรัฐฯ ผ่านมุมมองของ “กฤษฎา บุญเรือง” นักวิชาการอิสระ ในสหรัฐฯ ที่ร่วมวิเคราะห์แบบกระชับ และอิงข้อเท็จจริงมากที่สุด

โดยทั่วไป สหรัฐอเมริกาจะจัดการเลือกตั้งครั้งใหญ่ทุกๆ 4 ปี ซึ่งรวมถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีด้วย แต่การเลือกตั้งกลางเทอม (Midterms) คือการเลือกตั้งที่จัดขึ้นตรงช่วงกึ่งกลางวาระ หรือ 2 ปีหลังจากประธานาธิบดีเข้ารับตำแหน่ง แม้ว่าจะไม่ใช่การเลือกตั้งประธานาธิบดีโดยตรง แต่ถือเป็นสนามวัดความนิยมและลงประชามติต่อผลงานของฝ่ายบริหารที่สำคัญยิ่ง บรรดาผู้นำและผู้คนทั่วโลกจึงกำลังเฝ้าติดตามผลการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วันนี้อย่างใกล้ชิด

 

ประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐฯ ชี้ชัดว่า การเลือกตั้งกลางเทอมเปรียบเสมือน "การลงประชามติวัดผลงานของประธานาธิบดี” ตามสถิติของ Dave Manuel ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา พรรคของประธานาธิบดีโดนยึดเก้าอี้ในสภาผู้แทนราษฎรคืนไปถึง 18 จาก 20 ครั้ง (หรือมากกว่า 90% ของการเลือกตั้งกลางเทอม)

สาเหตุหลักๆ เกิดจาก "อาการเสียดายทีหลังของผู้ลงคะแนน" (Buyer's Remorse) ที่เริ่มมองเห็นข้อบกพร่องในนโยบายหรือปัญหาค่าครองชีพ บวกกับธรรมชาติของคนอเมริกันที่ไม่ชอบให้พรรคใดพรรคหนึ่งครองอำนาจเบ็ดเสร็จ ทั้งฝ่ายบริหารและสภาคองเกรส เพราะกลัวการผลักดันกฎหมายที่สุดโต่งเกินไป ประชาชนจึงมักเทคะแนนให้พรรคฝ่ายค้านเข้ามาทำหน้าที่ "เบรกอำนาจ" และดึงสมดุลทางการเมืองกลับมา
 

ตัวอย่างเห็นได้ชัดในยุคหลังๆ เช่น :


ปี 2010 (สมัยบารัก โอบามา) : พรรครีพับลิกันชนะการเลือกตั้งดึงสภาผู้แทนฯ กลับคืนมาได้ถึง 63 ที่นั่ง


ปี 2018 (สมัยโดนัลด์ ทรัมป์) : พรรคเดโมแครตก็พลิกกลับมาชนะในสภาผู้แทนฯ ได้ถึง 40 ที่นั่ง เพื่อเข้ามาคุมเข้มและ ตรวจสอบการใช้อำนาจของฝ่ายบริหารอย่างจริงจัง


ค่าครองชีพ นโยบายเศรษฐกิจ และโจทย์ใหญ่ในการเลือกตั้ง


เมื่อถามว่า อะไรคือเรื่องที่คนอเมริกันกังวลใจที่สุดก่อนเข้าคูหา คำตอบเกือบทั้งหมดพุ่งเป้าไปที่ "ปากท้องและเงินในกระเป๋า" ตามผลสำรวจล่าสุดของ AP-NORC 85% ของผู้ลงคะแนนชี้ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจ คือประเด็นสำคัญที่สุดในการตัดสินใจ 84% ยกให้ ปัญหาค่าครองชีพและราคาสินค้าแพง เป็นเรื่องเร่งด่วน ประเด็นอื่นๆ เช่น สาธารณสุขและค่ารักษาพยาบาลอยู่ที่ 69% และสถานการณ์สงครามอิหร่านอยู่ที่ 64%

 

ปัญหานี้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกลุ่มคนทำงาน โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินที่พุ่งสูง ซึ่งฉุดต้นทุนการขนส่งสินค้าและการเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตร สร้างความเดือดร้อนอย่างหนักให้กับกลุ่มรถบรรทุกขนส่งและเกษตรกรรายย่อย ซึ่งเคยเป็นฐานเสียงหลักของกลุ่ม MAGA มาก่อน

 

จุดพลิกผัน : จากจุดแข็งด้านเศรษฐกิจ สู่ความไม่ไว้วางใจของประชาชน

 

ในอดีต โดนัลด์ ทรัมป์ และพรรครีพับลิกัน มักได้รับความไว้วางใจสูงในเรื่องการบริหารเศรษฐกิจ โดยนักลงทุนและกลุ่มธุรกิจคาดหวังผลจากการลดภาษีและการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ทางธุรกิจ แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ตัวเลขความเชื่อมั่นกลับดิ่งลงอย่างน่าตกใจ

 

ผลโพลความไว้วางใจฉุด : ข้อมูลจาก AP-NORC ระบุว่า คะแนนอนุมัติ (Approve) การทำงานด้านเศรษฐกิจภาพรวมของทรัมป์เหลือเพียง 26% - 36% เท่านั้น ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำเป็นประวัติการณ์

 

เสียงสะท้อนความไม่พอใจเรื่องค่าครองชีพ : ประชาชนมากถึง 74% ไม่พอใจ (Disapprove) การรับมือเศรษฐกิจ และอีกสูงถึง 79% ไม่พอใจการจัดการปัญหาค่าครองชีพและสินค้าราคาแพง

 

รอยร้าวในกลุ่มฐานเสียงรีพับลิกัน : รายงานของ AP-NORC ชี้ว่า แม้แต่ในกลุ่มผู้ลงคะแนนพรรครีพับลิกันเอง มีเพียง 44% เท่านั้นที่พอใจกับการแก้ปัญหาค่าครองชีพ

 

สงครามต่างแดนซ้ำเติมวิกฤตพลังงาน : การขยายตัวของความขัดแย้งในอิหร่าน ยิ่งส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานในตลาดโลก ดันราคาน้ำมันหน้าปั๊มในสหรัฐฯ ให้สูงขึ้น ส่งผลให้ประชาชนถึง 65% เชื่อว่านโยบายของฝ่ายบริหารคือสาเหตุหลักที่ทำให้ของแพงขึ้น และมองว่าการเปลี่ยนขั้วในสภาคองเกรสอาจเป็นทางออกเดียวในการดึงเบรกมือความเดือดร้อนนี้

ข่าวล่าสุด