โพลชี้ชาวบ้าน 67.3% ไม่รับโรงงานขยะอันตราย ห่วงสุขภาพระยะยาว
30 ต.ค. 2569 | prisana_tha

โพลชี้ ประชาชน 67.3% ไม่ยอมรับโรงงานขยะหรือโกดังเก็บของเสียในชุมชน ห่วงสุขภาพระยะยาวสูงสุด จี้รัฐเร่งสำรวจจุดเสี่ยงและตรวจแหล่งเก็บของเสีย
ข่าว
30 ต.ค. 2569 | prisana_tha

โพลชี้ ประชาชน 67.3% ไม่ยอมรับโรงงานขยะหรือโกดังเก็บของเสียในชุมชน ห่วงสุขภาพระยะยาวสูงสุด จี้รัฐเร่งสำรวจจุดเสี่ยงและตรวจแหล่งเก็บของเสีย
KEY
POINTS
30 ตุลาคม 2569 จากปัญหาโรงงานขยะและสารพิษในหลายพื้นที่ สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “การรับรู้ความเสี่ยงและความกังวลต่อปัญหาขยะอันตรายในชุมชน” โดยมุ่งเน้นความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง” การเมืองจากเสียงของประชาชน
การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 44 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 23-26 ต.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้
1. หากจะมีโรงงานหรือโกดังเก็บของเสียในพื้นที่ ท่านยอมรับได้ภายใต้เงื่อนไขใดมากที่สุด? (สำรวจโดย x LineToday) พบว่า 67.3% ระบุ ไม่ยอมรับไม่ว่าเงื่อนไขใดสูงสุด รองลงมา 11.2% ยอมรับหากผ่านมาตรฐานและตรวจสม่ำเสมอ , 8.8% เปิดข้อมูลและให้ชุมชนร่วมตรวจสอบ , 8.3% ตั้งห่างจากบ้านและแหล่งน้ำ , 3.1% มีหลักประกันเยียวยาเมื่อเกิดผลกระทบ และ 1.3% ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น
โดยเกือบ 2 ใน 3 ไม่ยอมรับโรงงานหรือโกดังเก็บของเสียในพื้นที่ ไม่ว่าเงื่อนไขใด สะท้อนว่า มาตรฐาน ระยะห่าง หรือการเยียวยา อาจยังไม่ใช่เงื่อนไขที่ทำให้ยอมรับแหล่งเก็บของเสียในพื้นที่ได้ เรื่องนี้จึงอาจเกี่ยวข้องกับความไว้วางใจต่อความปลอดภัยของชุมชนด้วย ว่าชุมชนต้องการหลักประกันอย่างไร
2. “ขยะครัวเรือนและพลาสติก” ถูกมองว่าเสี่ยงก่อมลพิษสูงสุด ตามด้วยภาชนะสารเคมีเกษตร โดย 45.6% ระบุ ขยะครัวเรือน พลาสติก และซากวัสดุ เป็นขยะในชุมชนที่เสี่ยงก่อปัญหามลพิษมากที่สุด รองลงมา 16.7% ภาชนะสารเคมีทางการเกษตร , 12.4% ขยะอิเล็กทรอนิกส์ แบตเตอรี่ และของเสียจากรถยนต์ , 8.5% กากอุตสาหกรรมและสารเคมี , 7.2% ไม่พบปัญหาในชุมชน , 3.7% ขยะก่อสร้างและซากวัสดุ , 3.5% ขยะติดเชื้อจากสถานพยาบาล และ 2.4% ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น
สะท้อนว่า ขยะใกล้ตัวเป็นโจทย์สิ่งแวดล้อมที่ชุมชนให้ความสำคัญ ความเสี่ยงด้านมลพิษเชื่อมโยงกับสิ่งที่ใช้และทิ้งในชีวิตประจำวัน ทั้งจากบ้านเรือน การเกษตร และอุปกรณ์ต่างๆ การจัดการขยะจึงเกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตของคนทั้งชุมชน ตั้งแต่ต้นทางของการทิ้งจนถึงปลายทางของการกำจัด
3. ห่วงสุขภาพระยะยาวสูงสุด ตามด้วยอากาศและกลิ่น รวมถึงน้ำกินน้ำใช้ไม่ปลอดภัย โดย 25.6% กังวลปัญหาสุขภาพระยะยาวสูงที่สุด รองลงมา 20.5% มลพิษทางอากาศและกลิ่น , 17.6% น้ำกินน้ำใช้ไม่ปลอดภัย , 15.4% อาหารและสัตว์น้ำไม่ปลอดภัย , 14.0% ดินและพื้นที่เกษตรปนเปื้อน , 2.4% อาชีพและรายได้เสียหาย, 2.0% ไม่กังวลเรื่องใดเป็นพิเศษ และ 2.5% ไม่แน่ใจ
ความกังวลต่อสุขภาพระยะยาว สะท้อนว่า ประชาชนให้น้ำหนักกับผลกระทบที่อาจต่อเนื่องไปในอนาคต ขณะที่ความห่วงใยต่ออากาศ น้ำ และอาหาร ย้ำว่า สิ่งแวดล้อมเชื่อมโยงกับความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างใกล้ชิด
4. กังวลสุขภาพระยะยาว นำใน 3 ภาค ตะวันออกห่วงน้ำกินน้ำใช้ อีสานห่วงอากาศและกลิ่น โดยภาคใต้ (39.0%), ภาคกลาง (30.2%) และ ภาคเหนือ (27.5%) กังวลปัญหาสุขภาพระยะยาวสูงสุด ภาคตะวันออก (28.9%) กังวลน้ำกินน้ำใช้ไม่ปลอดภัยสูงสุด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (21.3%) กังวลมลพิษทางอากาศและกลิ่นสูงสุด และ กรุงเทพมหานคร (22.9%) กังวลปัญหาสุขภาพระยะยาวและมลพิษทางอากาศและกลิ่นสูงสุดเท่ากัน
คำว่า “สิ่งแวดล้อมปลอดภัย” มีน้ำหนักต่างกันในแต่ละพื้นที่ บางแห่งให้ความสำคัญกับสุขภาพในระยะยาว บางแห่งห่วงความปลอดภัยของน้ำหรือคุณภาพอากาศ ความแตกต่างนี้สะท้อนว่า ผลในภาพรวม อาจยังไม่สามารถแทนลำดับความกังวลของทุกชุมชนได้
5. “สำรวจจุดเสี่ยงและตรวจแหล่งเก็บของเสีย” สองเรื่องแรกที่อยากให้รัฐเตรียมพร้อม โดย 27.5% ระบุว่า ภาครัฐควรเตรียมความพร้อมเรื่องการสำรวจและทำแผนที่จุดเสี่ยง เพื่อป้องกันปัญหาขยะและสารอันตรายสูงที่สุด รองลงมา 25.0% ตรวจแหล่งเก็บและสถานประกอบการ , 19.1% ให้ความรู้และซ้อมรับมือกับชุมชน , 10.9% จัดระบบแจ้งเหตุและเตือนภัย , 10.0% เตรียมทีมตรวจสอบและเก็บกู้ฉุกเฉิน และ 7.5% ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น
ความคาดหวังต่อรัฐ เริ่มจากการรู้ว่าความเสี่ยงอยู่ที่ไหน และตรวจสอบแหล่งเสี่ยงอย่างจริงจัง น้ำหนักของคำตอบจึงอยู่ที่การป้องกันก่อนเกิดความเสียหาย พร้อมกับทำให้ชุมชนมีความรู้และรับมือได้ ความพร้อมจึงครอบคลุมทั้งการทำหน้าที่ของหน่วยงาน และความสามารถของคนในพื้นที่ที่จะดูแลตนเอง
บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 44 สะท้อนว่า การจัดการขยะและสารอันตรายเกี่ยวข้องกับความมั่นใจในการใช้ชีวิต ตั้งแต่สุขภาพ อากาศ น้ำ และอาหาร ไปจนถึงการยอมรับกิจการที่อาจสร้างความเสี่ยงใกล้บ้าน
ขณะเดียวกัน ความกังวลที่แตกต่างกันตามพื้นที่ย้ำว่า การจัดการปัญหาต้องเข้าใจสิ่งที่แต่ละชุมชนให้ความสำคัญด้วย ภาครัฐจึงควรเชื่อมการสำรวจจุดเสี่ยงกับการตรวจแหล่งเก็บของเสียอย่างต่อเนื่อง เปิดเผยผลตรวจให้เข้าใจง่าย และให้ชุมชนร่วมติดตาม พร้อมพัฒนาความรู้ ระบบเตือนภัย และการซ้อมรับมือให้สอดคล้องกับความเสี่ยงในพื้นที่ “ความเชื่อมั่นของชุมชนต้องเริ่มจากความปลอดภัยที่ตรวจสอบได้”