- นโยบายบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน
ดัชนีภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพของครัวเรือนที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้จัดทำขึ้นในเดือนตุลาคม 66 ที่ผ่านมา พบว่าปรับตัวดีขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 ที่ 38.5 จากเดือนกันยายน 66 ที่ 37.4 แต่ยังต่ำกว่าระดับก่อนการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยครัวเรือนกังวลเรื่องการใช้จ่ายลดลง สอดคล้องกับองค์ประกอบของดัชนีที่ปรับตัวดีขึ้นทุกองค์ประกอบ อาทิ เงินออม รายได้ ราคาสินค้า ค่าใช้จ่ายไม่รวมหนี้ของครัวเรือน
ทั้งนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้สำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของครัวเรือนที่จะเกิดขึ้น กรณีที่รัฐฯ ยังคงมีมาตรการอยู่ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 66 ที่ผ่านมาพบว่าการใช้จ่ายจะมีผลต่อเนื่องยาวถึงปีหน้า โดยกว่า 39.7% มองว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้จ่าย เนื่องจากมีสินค้าที่ต้องใช้จ่ายประจำอยู่แล้ว รองลงมาคือ รอติดตามความชัดเจนมาตรการของภาครัฐ
อย่างไรก็ตาม ครัวเรือนส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายกับการท่องเที่ยวและการสังสรรค์เพิ่มขึ้น จากฤดูท่องเที่ยวและวันหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา คาดว่าดัชนีดังกล่าวจะยังมีโอกาสฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง
สำหรับความท้าทายของการฟื้นตัวของดัชนีดังกล่าวยังคงมีอยู่ จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งหากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสรุนแรงอาจกดดันให้ราคาพลังงานในตลาดผันผวน ความไม่ชัดเจนในมาตรการของภาครัฐอาจบั่นทอนมุมมองเชิงบวกของครัวเรือนต่อการใช้จ่ายในระยะข้างหน้าได้ ซึ่งยังเป็นปัจจัยที่ยังคงต้องติดตามต่อไป
ด้านคำแนะนำการลงทุนในภาวะที่ยังมีความไม่แน่นอน ทั้งความไม่ชัดเจนในหลายนโยบายของภาครัฐฯ หรือความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ในระดับโลก จึงแนะนำลงทุนในกลุ่ม Mid-small cap ที่ปัจจัยพื้นฐานไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ ผ่านกองทุน ASP-SME ที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มขนาดกลาง-เล็ก มีการบริหารเชิงรุก
เน้นลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานดี เติบโตสูง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่คาดว่าจะได้อานิสงส์จากมาตการของภาครัฐ สอดคล้องกับโอกาสที่ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวได้ช้ากว่าดัชนีหุ้นโลกและเศรษฐกิจไทยที่จะฟื้นตัวจากมาตรการภาครัฐฯ ด้วย
ที่มาบทความ ํ: โดย นที ดำรงกิจการ
Executive Director, Head of Financial Advisory, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย