เนชั่นทีวี

Business thai

นโยบายรัฐบาลดันเศรษฐกิจไทย "ฟื้นตัว" ในช่วงที่เหลือของปีจริงหรือ?

10 ธ.ค. 2566 | sukanya_san

นโยบายรัฐบาลดันเศรษฐกิจไทย "ฟื้นตัว" ในช่วงที่เหลือของปีจริงหรือ?

การอัดมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างฟรีวีซ่า เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยโดยเฉพาะชาวจีน จะได้เป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ ขณะที่ดัชนีภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพยังอยู่ระดับต่ำ การเผชิญปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศยังเป็นปัจจัยกดดันเศรษฐกิจไทย

เหลืออีกเพียงไม่กี่สัปดาห์ก็จะเข้าสู่ปีใหม่แล้ว เชื่อว่านักลงทุนหลายท่านคงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศมากขึ้น อันเป็นผลมาจากกระแสเศรษฐกิจทั่วโลกที่ค่อย ๆ กลับมาฟื้นตัวหลังวิกฤตโควิด-19 ได้ผ่านไปแล้ว 

การเดินทางเข้ามาของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ หนุนให้เศรษฐ กิจไทยฟื้นตัวดีขึ้นตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา อย่างไรก็ดี อัตราดอกเบี้ยที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ประกอบกับปัจจัยความขัดแย้งระหว่างประเทศอื่น ๆ ยังคงเป็นแรงกดดันให้ในภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังฟื้นได้ไม่เต็มที่  อย่างไรก็ดี การดำเนินนโยบายของทางภาครัฐที่น่าสนใจ ก็ช่วยกันผลักดันให้เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มไปในทิศทางที่ดีขึ้น ดังนี้

  • นโยบายฟรีวีซ่า

ไทยถือเป็นประเทศที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้ ทั้งจากวัฒนธรรม อาหารและทรัพยากรธรรมชาติ โดยก่อนเกิดการระบาดโควิด-19 มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเฉลี่ยสูงถึง 40 ล้านคนต่อปี แม้ตัวเลขประมาณการในปีนี้จะเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อนหน้า แต่ยังต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งกว่าจะกลับไปสู่ระดับก่อนเกิดโควิด-19

อย่างไรก็ดี ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี แนวโน้มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาที่ไทย ก็เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากฤดูท่องเที่ยวและมาตรการฟรีวีซ่า หนุนตลาดการท่องเที่ยวไทยให้เป็นบวก คาดว่าจะส่งผลอย่างชัดเจนในปีหน้า

นอกจากนี้นโยบายฟรีวีซ่า ทำให้ประเทศไทยได้เปิดตลาดนักท่องเที่ยวใหม่ เช่น นักท่องเที่ยวจากรัสเซีย ซึ่งเติบโตจากที่ผ่านมาถึง 7% สูงกว่าช่วงก่อนโควิด-19 แม้สัดส่วนโดยรวมเมื่อเทียบของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดจะยังไม่ถึง 1% แต่ถือเป็นตลาดใหม่และยังมีโอกาสเติบโตสูงขึ้นอีกในอนาคต

ขณะที่ตลาดนักท่องเที่ยวจีนก็ยังอยู่ในระดับดี โดยในช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาถึง 4 ล้านคน จากประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด 27.6 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากฤดูท่องเที่ยว โดยเฉพาะช่วงของเทศกาลตรุษจีนในปีหน้า

ซึ่งโจทย์สำคัญที่ท้าทายผู้ประกอบการในภาคการท่องเที่ยวก็คือ การเพิ่มค่าใช้จ่ายต่อหัวให้สูงขึ้น เช่น พัฒนาผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวและกิจกรรมการท่องเที่ยวให้มีคุณภาพซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าในระยะยาวและดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงได้

อย่างไรก็ดี ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวไม่เป็นไปตามคาด เช่น เศรษฐกิจของประเทศต้นทางของนักท่องเที่ยวที่อาจจะชะลอตัว ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสที่อาจกดดันนักท่องเที่ยวจากอิสราเอลที่เป็นตลาดสำคัญของไทย เนื่อง จากมีสัดส่วนการใช้จ่ายต่อคนสูง รวมถึงการแข่งขันการท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่สูงขึ้น เป็นต้น
 

  • นโยบายบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน

ดัชนีภาวะเศรษฐกิจและการครองชีพของครัวเรือนที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้จัดทำขึ้นในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พบว่าปรับตัวดีขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 ที่ 38.5 จากเดือนกันยายนที่ 37.4 แต่ยังต่ำกว่าระดับก่อนการแพร่ระบาดโควิด-19 โดยครัวเรือนกังวลเรื่องการใช้จ่ายลดลง สอดคล้องกับองค์ประกอบของดัชนีที่ปรับตัวดีขึ้นทุกองค์ประกอบ อาทิ เงินออม รายได้ ราคาสินค้า ค่าใช้จ่ายไม่รวมหนี้ของครัวเรือน 

ทั้งนี้ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้สำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของครัวเรือนที่จะเกิดขึ้น กรณีที่รัฐฯ ยังคงมีมาตรการอยู่ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ พบว่าการใช้จ่ายจะมีผลต่อเนื่องยาวถึงปีหน้า โดยกว่า 39.7% มองว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้จ่าย เนื่องจากมีสินค้าที่ต้องใช้จ่ายประจำอยู่แล้ว รองลงมาคือ รอติดตามความชัดเจนมาตรการของภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม ครัวเรือนส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายกับการท่องเที่ยวและการสังสรรค์เพิ่มขึ้น จากฤดูท่องเที่ยวและวันหยุดยาวที่ใกล้จะมาถึง จึงคาดว่าดัชนีดังกล่าวจะยังมีโอกาสฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง

ความท้าทายของการฟื้นตัวของดัชนีดังกล่าวยังคงมีอยู่ จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งหากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสรุนแรงอาจกดดันให้ราคาพลังงานในตลาดผันผวน ความไม่ชัดเจนในมาตรการของภาครัฐอาจบั่นทอนมุมมองเชิงบวกของครัวเรือนต่อการใช้จ่ายในระยะข้างหน้าได้ ซึ่งยังเป็นปัจจัยที่ยังคงต้องติดตามต่อไป

นโยบายรัฐบาลดันเศรษฐกิจไทย "ฟื้นตัว" ในช่วงที่เหลือของปีจริงหรือ?


สำหรับคำแนะนำการลงทุนในภาวะที่ยังมีความไม่แน่นอน ทั้งความไม่ชัดเจนในหลายนโยบายของภาครัฐฯ หรือความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ในระดับโลก จึงแนะนำลงทุนในกลุ่ม Mid-small cap ที่ปัจจัยพื้นฐานไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ

ผ่านกองทุน ASP-SME ที่ลงทุนในหุ้นกลุ่มขนาดกลาง-เล็ก มีการบริหารเชิงรุก เน้นลงทุนในหุ้นที่มีพื้นฐานดี เติบโตสูง โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มที่คาดว่าจะได้อานิสงส์จากมาตการของภาครัฐ สอดคล้องกับโอกาสที่ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวได้ช้ากว่าดัชนีหุ้นโลกและเศรษฐกิจไทยที่จะฟื้นตัวจากมาตรการภาครัฐฯ ด้วย....

 

ที่มา บทความโดย   : นที ดำรงกิจการ

Executive Director, Head of Financial Advisory, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย

 

 

ข่าวล่าสุด