จากแนวโน้มความร่วมมือดังกล่าวส่งผลกระทบต่อตลาดเงินตลาดทุนอย่างไรบ้าง
- มุมมองรายประเทศต่อการรวมตัวกันใน BRICS
- จีน : GDP จีนคิดเป็นประมาณ 70% ของ GDP BRICS และท่ามกลางความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นกับตะวันตกนำโดยสหรัฐฯ จีนอาจพยายามแสดงอิทธิพล โดยการขยายตัวเป็นทางเลือกแทนกลุ่ม G7 ในการกำหนดมาตรฐานต่างๆ ในระดับโลก
- รัสเซีย : มองว่ากลุ่ม BRICS เป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ทางการเมืองและการเงินระดับโลกหลังจากเกิดความขัดแย้งกับยูเครน และการถูกคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก
- อินเดียและบราซิล : มีความเป็นกลาง โดยการเข้าร่วมนี้เพื่อพยายามจะมีบทบาทที่สมดุลในการก้าวหน้าของประเทศกำลังพัฒนา และป้องกันความเสี่ยงจากการครอบงำทั้งจากจีนและสหรัฐฯ ในการกำหนดวาระระดับโลก
- มุมมองต่อประเด็นการลดการพึ่งพาสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ
- นับตั้งแต่รัสเซียถูกชาติตะวันตกคว่ำบาตรได้มีการหันมาใช้เงินหยวนทำการค้ากับจีนจนทำให้เงินหยวนขยับขึ้นมามีสัดส่วนถึง 4.5% ของการชำระเงินเพื่อการค้าและบริการระหว่างประเทศในโลก (ก่อนสงครามรัสเซีย-ยูเครนเงินหยวนมีสัดส่วนที่ 1.9%)
- รวมถึงจีนยังผลักดันการทำ Trade Settlement เป็นเงินหยวนผ่านระบบการชำระเงินระหว่างธนาคารข้ามพรมแดน (CIPS) เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการหมุนเวียนเงินตราต่างประเทศทั่วโลกของ CNY อย่างไรก็ตาม ส่วนแบ่งของจีนในทุนสำรองทั่วโลกยังคงอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 3% ของทุนสำรองของธนาคารกลางทั่วโลกที่จัดสรรทั้งหมด ซึ่งอาจจะมองได้ทั้งการเป็นอุปสรรคและโอกาสในการเติบโตได้เช่นกัน
อาจเกิดข้อสงสัยว่าบทบาทของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะเป็นอย่างไร ในระยะสั้นคาดว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อาจจะไม่ได้รับผลกระทบมากเท่าใดนัก
อย่างไรก็ดี ประเด็นที่ต้องจับตาคือปัจจุบัน ประเทศเกิดใหม่หลายประเทศให้ความสนใจเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ BRICS Bank มากขึ้น เพื่อประโยชน์ต่อการเข้าร่วมกองทุนสำรองฉุกเฉิน (Contingency Reserve Arrangement) ที่มีบทบาทใกล้เคียงกับ World Bank หรือ IMF (ในกรณีที่ประเทศเกิดปัญหาขาดสภาพคล่องและต้องการกู้เงินฉุกเฉิน)
ทั้งนี้คาดว่า BRICS Bank น่าจะมีข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นและเอื้อประโยชน์ต่อประเทศสมาชิกมากกว่าไปกู้โดยตรงกับ IMF และอาจจะเปิดให้สมาชิกกู้ยืมในสกุลเงินท้องถิ่น อย่างไรก็ตามประเทศไทยเองก็ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม BRICS ตั้งแต่ต้นปี 2023 และอยู่ในระหว่างรอการพิจารณา
ซึ่งประเมินว่าการเข้าร่วม BRICS ครั้งนี้ของไทยจะช่วยเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจที่สำคัญ นอกจากนี้ทางการไทยอาจจะยังจำเป็นที่จะต้องรักษาท่าทีในการรับข้อตกลงใหม่ ๆ ที่อาจจะก่อให้เกิดความอ่อนไหวต่อคู่ค้าในฝั่งชาติตะวันตกในอนาคตได้
สรุปได้ว่ากลุ่ม BRICS ยังคงน่าจับตามองเนื่องจากแนวโน้มบทบาทต่อโลกในอนาคตที่อาจเทียบเท่ากลุ่ม G7 ในระยะยาว BRICS คงต้องเจอกับบททดสอบและอุปสรรคอีกมากมาย ซึ่งทางโลกฝั่งตะวันตกคงไม่ยอมให้ BRICS ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำแทนได้อย่างง่ายดาย ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องจับตาดูพัฒนาการด้านต่างๆ ของ BRICS เพื่อปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เข้ากับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ที่มาบทความ : โดย นที ดำรงกิจการ
Executive Director, Head of Financial Advisory, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย