- ปัจจัยจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน อาทิ เงินเฟ้อ หรือภาวะตลาดที่มีความผันผวน ทำให้หุ้นที่อยู่นอกตลาดหุ้นสหรัฐฯ รวมถึงการลงทุนทางเลือก (Alternative Investment) น่าสนใจยิ่งขึ้น
- การลงทุนในหุ้นนอกตลาดสหรัฐฯ เช่น หุ้นในภูมิภาคเอเชีย จีน และไทย เนื่องจากภายหลังราคาหุ้นในตลาดสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมาก ในขณะที่ตลาดหุ้นอื่นมีปัจจัยพื้นฐานเฉพาะตัวสนับสนุน จึงประเมินว่ามีโอกาสในการเติบโตที่มากกว่า
- การลงทุนในเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Funds) ด้วยกลยุทธ์การลงทุนที่ทำได้ทั้ง Long (ซื้อ-เมื่อคาดว่าราคาสินทรัพย์จะเพิ่มขึ้น) และ Short (ขาย-เมื่อคาดว่าราคาสินทรัพย์จะลดลง) บนสินทรัพย์ที่หลากหลายทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และสกุลเงิน โดยผู้จัดการกองทุนสามารถตัดสินใจจากการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน หรือ การใช้โมเดลทางคณิตศาสตร์ที่ใช้ข้อมูลปริมาณมากจับสัญญาณการซื้อขาย ซึ่งคาดสามารถช่วยสร้างผลตอบแทนและกระจายความเสี่ยงของพอร์ตจากความผันผวนระยะสั้นในตลาดได้
- การลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาด (Private Assets) ที่ราคาของสินทรัพย์ไม่ขึ้นอยู่กับภาวะตลาด แต่จะขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานที่แท้จริงของธุรกิจที่เข้าไปลงทุน
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในช่วงปลายวัฏจักรของเศรษฐกิจในปี 2023 นี้ KBank Private Banking ยังคงแนะนำให้ลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายทั่วโลก
โดยเฉพาะกลุ่มที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่เข้าใกล้จุดสูงสุด กลุ่มธีม Mega Trends กลุ่มการลงทุนทางเลือกต่าง ๆ ที่มีกลไกการบรหารพอร์ต การลงทุนเชิงรุกและมีความยืดหยุ่นสูงสามารถปรับพอร์ตการลงทุนตามการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่ค่อนข้างผันผวน เพื่อให้สามารถตอบรับได้ดีกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ที่มา : บทความโดย นที ดำรงกิจการ
Executive Director, Head of Financial Advisory, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย