ใกล้จบรอบวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นของอีซีบีหรือยัง !
09 ก.ค. 2566 | sukanya_san

เงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ยังทะยานไม่หยุดทำให้เฟดเล็งปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกระลอก ขณะที่ยุโรปเผชิญเศรษฐกิจที่ถดถอย ความเป็นเอกเทศของสมาชิกแก้ปัญหากันอย่างไรตามไปดูกันเลย
Business thai
09 ก.ค. 2566 | sukanya_san

เงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่ยังทะยานไม่หยุดทำให้เฟดเล็งปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกระลอก ขณะที่ยุโรปเผชิญเศรษฐกิจที่ถดถอย ความเป็นเอกเทศของสมาชิกแก้ปัญหากันอย่างไรตามไปดูกันเลย
ล่าสุดธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้หยุดการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย หลังจากปรับขึ้นดอกเบี้ยมาแล้ว 10 ครั้งติดต่อกัน อย่างไรก็ดี คณะกรรมการเฟด ส่วนใหญ่ยังมีความเห็นว่าอาจจะต้องมีการขึ้นดอกเบี้ยต่อไปอีก เพียงแต่ยังไม่ได้ประกาศชัดเจนว่าจะเป็นมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไปในเดือนกรกฎาคมนี้หรือไม่
ขณะที่อีกส่วนของโลก ทิศทางของธนาคารกลางฝั่งยุโรป (อีซีบี) จากผลการประชุมในรอบเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อีซีบี ยังคงปรับขึ้นดอก เบี้ยเพิ่มขึ้นอีก จากเดิมอยู่ที่ 3.75% เป็น 4.00% ส่งผลให้ดอก เบี้ยนโยบายทำจุดสูงสุดในรอบ 22 ปี
ขณะเดียวกันยังมีการส่งสัญญาณว่าอีซีบีมีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยต่อ หลังประเมินเงินเฟ้อน่าจะอยู่เหนือเป้าหมายที่ 2% ไปจนถึงปี 2025 ซึ่งจะเห็นได้ว่าความแตกต่างของการดำเนินนโยบายการเงินระหว่าง 2 ภูมิภาคเริ่มมีทิศทางที่อาจจะสวนทางกัน นับตั้งแต่มีการทยอยปรับดอกเบี้ยขึ้นในช่วงปลายปี 2021 เป็นต้นมา
ก่อนที่จะฟันธงว่าอีซีบีจะขึ้นดอกเบี้ยได้อีกมากน้อยแค่ไหน อยากให้ลองพิจารณาถึงข้อเท็จจริงในอดีตที่ผ่านมาว่าก่อนที่จะมีการรวมกันเป็นกลุ่มก้อนของสหภาพยุโรปนั้น ประเทศต่างๆ ล้วนมีความเป็นเอกเทศในการจัดการด้านดอกเบี้ย ตัวอย่างเช่น ประเทศเยอรมนีก็มี Bundesbank และอิตาลีก็จะมี Bank of Italy เป็นต้น
ด้วยข้อมูลย้อนหลังที่สามารถตรวจสอบได้ ทำให้ข้อสรุปได้ว่า “เมื่อดอกเบี้ยถูกปรับขึ้นไปสู่จุดสูงสุดของวัฎจักรดอกเบี้ยในแต่ละรอบ อัตราดอกเบี้ยจะถูกคงไว้ที่ระดับนั้นเฉลี่ยประมาณ 11 เดือน ก่อนที่จะถูกปรับลดลง” ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ รวบรวมระหว่างปี 1960-2021 ซึ่งมีวงจรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทั้งหมด 15 ครั้งด้วยกัน
โดยมีช่วงที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ถูกตรึงไว้ที่ยาวนานที่สุด คือช่วงปี 1980 เมื่อเศษรฐกิจเยอรมนีและอิตาลีอยู่ในภาวะถดถอย และมีความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ทำให้ธนาคาร Bundesbank คงอัตราดอกเบี้ยที่จุดสูงสุดที่ 7.5% เป็นเวลากว่า 27 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 1980 (ปี 2523 ) ถึงเดือนกรกฎาคม ปี 1982 (ปี 2525)
แม้ว่าเศรษฐกิจจะตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยก็ตาม แต่ด้วยความกังวลว่าอัตราเงินเฟ้อในเยอรมนียังไม่อยู่ในระดับที่เหมาะสม ธนาคารกลางจึงจำเป็นต้องใช้นโยบายที่รัดกุมต่อไป
ทั้งนี้เราอาจจะต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นร่วมด้วย อาทิ กรณี Glo bal Financial Crisis ในปี 2008 ที่อีซีบีได้ปรับเพิ่มขึ้นดอกเบี้ยในช่วงก่อนหน้าก่อนจะถูกกดดันให้ลดลงอย่างรวดเร็ว (รูปที่ 1 ) เพื่อป้องกันการหดตัวที่รุนแรง
ด้วยเหตุนี้ทำให้สรุปได้ว่า ยูโรโซนยังอยู่ในภาวะอัตราเงินเฟ้อสูง ในขณะเดียวกันเศรษฐกิจยูโรโซนจะยังไม่กลับมาฟื้นตัวได้ดีและมีโอ กาสเข้าสู่ภาวะถดถอยได้ อีกทั้งยังคงคาดว่าตลาดแรงงานจะยังคงตึงตัวต่อ ทำให้อัตราเงินเฟ้อน่าจะทรงตัวในระดับที่สูงไปอีกสักระยะ ก่อนที่จะทยอยปรับลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่อีซีบีจะคงดอกเบี้ยไว้หลังปรับขึ้นมาจุดสูงสุดในรอบวัฎจักรนี้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการส่งผ่านนโยบายการเงินจะสัมฤทธิ์ผลได้เป็นอย่างดีนั่นเอง
เราจึงประเมินว่าทั้งตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ก็ยังจะอยู่ในภา วะที่มีความผันผวนสูงได้ต่อ ดังนั้นแนวคิดการกระจายความเสี่ยงจึงยังคงเป็นหัวใจหลักสำหรับการลงทุนในปี 2023 นี้ โดยแนวคิดการบริหารจัดการพอร์ตการลงทุนโดยยึดหลักการบริหารความเสี่ยง (Risk-Based Approach) น่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม
ที่มา : บทความ โดย นที ดำรงกิจการ Executive Director, Head of Financial Advisory, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย