เนชั่นทีวี

Nation Story

รอยแผลที่ฮอร์มุซ! สหรัฐฯ-อิหร่านจ่อเซ็นดีลสงบศึก แต่การค้าพลังงานโลกจะไม่มีวันเหมือนเดิม

17 มิ.ย. 2569 | ปิยรมณ์ ทรัพย์สุวรรณ

รอยแผลที่ฮอร์มุซ! สหรัฐฯ-อิหร่านจ่อเซ็นดีลสงบศึก แต่การค้าพลังงานโลกจะไม่มีวันเหมือนเดิม

แม้ข้อตกลงประวัติศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน อาจช่วยดับไฟสงครามและบรรเทาความตึงเครียดได้ชั่วคราว แต่บาดแผลที่ทิ้งไว้ ณ "ช่องแคบฮอร์มุซ" จะเป็นฝันร้ายที่หลอกหลอนเศรษฐกิจโลกต่อไป เพราะบทเรียนครั้งนี้พิสูจน์แล้วว่า มหาอำนาจตะวันตกไม่ได้ถือไพ่เหนือกว่าในสมรภูมิพลังงานอีกต่อไป

การเตรียมนับถอยหลังสู่การลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ในวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายนนี้ ส่งผลให้ตลาดพลังงานโลกตอบรับในเชิงบวกทันที โดย โกลด์แมน แซคส์ (Goldman Sachs) ได้ปรับลดคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ในไตรมาสที่ 4 จาก 90 ดอลลาร์ ลงมาอยู่ที่ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

แต่ภายใต้ตัวเลขที่ดูเหมือนจะผ่อนคลาย นักวิเคราะห์และหน่วยข่าวกรองต่างรู้ดีว่า "วิกฤตราคาน้ำมันยังไม่ได้จบลงอย่างแท้จริง"

 

🔵[ฝันร้ายโลจิสติกส์: การฟื้นฟูที่ไม่ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ]

สมมติว่ากระสุนนัดสุดท้ายถูกยิงออกไปแล้ว และการหยุดยิงเกิดขึ้นจริง การเคลียร์เส้นทางเดินเรือไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ในข้ามคืน การเคลื่อนย้ายเรือบรรทุกน้ำมันที่ติดค้าง การนำเข้าเรือลำใหม่ และการซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานการส่งออกที่พังทลาย อาจต้องกินเวลาหลายเดือน

 

ยิ่งไปกว่านั้น มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และอีกหลายประเทศทั่วโลก (ยกเว้นจีน) กำลังเผชิญกับภาวะ "คลังน้ำมันสำรองร่อยหรอ" ซึ่งความต้องการเติมเต็มสต็อกเหล่านี้ จะเป็นแรงกดดันมหาศาลที่ทำให้การสัญจรผ่านจุดยุทธศาสตร์นี้ยังคงติดขัดต่อไป

🔵 [ยุทธศาสตร์อสมมาตร : เมื่ออิหร่านคุมเกม]

ไม่ว่าข้อตกลง MOU จะเกิดขึ้นหรือไม่ สิ่งที่โลกต้องยอมรับคือ "อิหร่านได้ชัยชนะในเชิงยุทธศาสตร์" ไปแล้ว ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันทางทะเลถึง 20% ของโลก ได้ถูกพิสูจน์แล้วว่าสามารถถูกปิดตายได้โดยอิหร่าน

 

แหล่งข่าวระดับสูงที่คุ้นเคยกับการประเมินของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ เปิดเผยกับ CNN อย่างตรงไปตรงมาว่า "โดยพฤตินัยแล้ว ตอนนี้เราได้มอบการควบคุมช่องแคบให้กับอิหร่าน... ซึ่งมันเป็นอาวุธที่ทรงพลังยิ่งกว่าอาวุธนิวเคลียร์ใดๆ" 

 

อิหร่านได้เรียนรู้แล้วว่า การใช้กลยุทธ์ "อสมมาตร" (การสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าด้วยการโจมตีจุดอ่อน) ผ่านการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย คือไพ่ตายที่ได้ผลชะงัด และพร้อมจะงัดมันมาใช้อีกในอนาคต หากระบอบการปกครองถูกคุกคาม

 

 

🔵 [คลังแสงที่ยังมีลมหายใจ และ Plan B สุดอันตราย]

สาเหตุที่อิหร่านสามารถต่อรองกับสหรัฐฯ ได้อย่างเข้มข้น เป็นเพราะพวกเขายังคงกำหมัดแน่น คลังอาวุธ ขีปนาวุธ โดรนรุ่นใหม่ และเรือเร็วขนาดเล็กหลายร้อยลำ ยังคงเตรียมพร้อมสำหรับการวางทุ่นระเบิดและก่อกวนเส้นทางน้ำ อุตสาหกรรมทางทหารของอิหร่านฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่วอชิงตันประเมินไว้มาก

 

ที่น่ากลัวกว่านั้นคือ อิหร่านเตรียม "ทางเลือกขั้นรุนแรง" ทางเศรษฐกิจไว้แล้ว หากดีลครั้งนี้ล่ม นั่นคือการสั่งการให้กลุ่มกบฏฮูตี (Houthi) ในเยเมน ปิดตาย "ช่องแคบบับเอลมันเดบ" (Bab el-Mandeb) ซึ่งเชื่อมทะเลแดงกับมหาสมุทรอินเดีย เพื่อตัดเส้นเลือดใหญ่ทางการค้าโลกอีกเส้นทางหนึ่ง

🔵 [บทสรุป: รอยด่างพร้อยของทรัมป์]

สถานการณ์ทั้งหมดนี้ ตอกย้ำให้เห็นถึงผลกระทบระยะยาวจากการตัดสินใจของ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่เปิดฉากความขัดแย้งโดยประเมินขีดความสามารถในการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านต่ำเกินไป

 

ท้ายที่สุด ดีลสงบศึกครั้งนี้อาจเป็นเพียงการซื้อเวลา แต่คำถามใหญ่ที่ยังไร้คำตอบคือ... โลกจะรับมืออย่างไรในอนาคต เมื่อความมั่นคงของเศรษฐกิจโลก ถูกบีบให้อยู่ในกำมือของชาติที่พร้อมจะใช้ "เส้นทางเดินเรือ" เป็นอาวุธทำลายล้าง?

ข่าวล่าสุด