เนชั่นทีวี

Nation Story

ARTICLE : คนละวงการก็ไม่รอด! ถอดรหัสคดี Louis Vuitton ชนะร้านชาจีน กฎหมาย IP คุ้มครองแบรนด์ดังอย่างไร?

07 ก.ค. 2569 | nation_ent

ARTICLE : คนละวงการก็ไม่รอด! ถอดรหัสคดี Louis Vuitton ชนะร้านชาจีน กฎหมาย IP คุ้มครองแบรนด์ดังอย่างไร?

เมื่อแบรนด์แฟชั่นระดับไฮเอนด์ ลุกขึ้นมาฟ้องร้องร้านขายชานม ดูเผินๆ อาจเป็นเรื่องที่อยู่คนละวงการอย่างสิ้นเชิง แต่ข้อพิพาททางกฎหมายระหว่าง Louis Vuitton กับเชนร้านชาชื่อดังของจีนอย่าง Molly Tea ได้กลายมาเป็น "กรณีศึกษาคลาสสิก" ในแวดวงทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property หรือ IP) ที่ตอกย้ำให้เห็นว่า หากแบรนด์ของคุณมีชื่อเสียงระดับโลก กฎหมายก็พร้อมจะกางปีกปกป้องข้ามสายธุรกิจ

ประเด็นหลักของคดีนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครขายกระเป๋าหรือใครขายน้ำชา แต่อยู่ที่การต่อสู้กันระหว่าง "ลายดอกไม้โมโนแกรม" อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ฝรั่งเศส กับข้อต่อสู้ที่อ้างอิงถึง "ศิลปะราชวงศ์ถัง" ของฝั่งจีน

 

🔵 [จุดเริ่มต้นข้อพิพาท: โมโนแกรม vs. ดอกมะลิตะวันออก]

Molly Tea เป็นแบรนด์ชานมที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2021 ในเมืองเซินเจิ้น จับกลุ่มเป้าหมายหลักคือวัยรุ่นผู้หญิง และเติบโตอย่างรวดเร็วจนมีสาขากว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศจีน รวมถึงขยายสาขาไปกว่า 50 แห่งทั่วโลก (รวมถึงในประเทศไทย)

 

คดีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 เมื่อ Louis Vuitton ตัดสินใจยื่นฟ้องต่อศาล โดยกล่าวหาว่าโลโก้ของร้านชาละเมิดเครื่องหมายการค้า และมีความคล้ายคลึงกับรูปลายดอกไม้ 4 กลีบ ซึ่งเป็นภาพจำของแบรนด์ จนอาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสน

 

ทางฝั่ง Molly Tea ได้ยกข้อต่อสู้ว่า โลโก้ของตนไม่ได้ลอกเลียนแบบใคร แต่มีรากฐานมาจากวัฒนธรรมตะวันออก โดยใช้ "ดอกมะลิ" เป็นแรงบันดาลใจหลัก สอดคล้องกับเมนูซิกเนเจอร์อย่างชามะลิ และชื่อแบรนด์คำว่า "โมลี่" (Moli) ที่แปลว่าดอกมะลิในภาษาจีน นอกจากนี้ กลุ่มผู้สนับสนุนยังมองว่าลวดลายดังกล่าวคล้ายคลึงกับ "เป่าเซียงฮวา" ซึ่งเป็นลวดลายคลาสสิกในศิลปะสมัยราชวงศ์ถังมากกว่า

🔵 [คำพิพากษาและค่าปรับที่มากกว่าแค่ตัวเงิน]

หลังจากต่อสู้กันมาปีกว่า ในที่สุดเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2026 ศาลประชาชนระดับกลางเมืองซูโจว ก็ได้มีคำพิพากษาชี้ขาดให้ Louis Vuitton เป็นฝ่ายชนะคดี (ก่อนที่ข่าวจะกลายเป็นไวรัลไปทั่วโลกในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม) โดยบทลงโทษที่ Molly Tea ได้รับนั้นถือว่าหนักหน่วงและครอบคลุมทุกมิติ

 

📌ค่าปรับก้อนใหญ่: ศาลสั่งให้ Molly Tea จ่ายค่าเสียหายทางเศรษฐกิจ 10 ล้านหยวน (ประมาณ 50 ล้านบาท) บวกกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีของ LV อีก 3 แสนหยวน

 

📌โดนหางเลขถึงแฟรนไชส์: บรรดาร้านแฟรนไชส์ที่ถูกฟ้องพ่วงในคดีนี้ ต้องจ่ายค่าปรับเพิ่มสูงสุดสาขาละ 1 แสนหยวน โดยทั้งหมดต้องชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 10 วัน

 

📌แบนโลโก้และสั่งเคลียร์พื้นที่สื่อ: นอกจากจะต้องยุติการใช้โลโก้ดอกไม้บนหน้าร้าน ปลอกแก้ว และบรรจุภัณฑ์ทันทีแล้ว ศาลยังสั่งให้แบรนด์โพสต์ "แถลงการณ์" บนหน้าเว็บไซต์, Mini-program และโซเชียลมีเดียถึง 6 บัญชีหลัก (เช่น Weibo, WeChat, RedNote และ Douyin) เพื่อขจัดความเข้าใจผิดในหมู่ผู้บริโภคให้หมดไป

 

🔵 [4 เหตุผลทางกฎหมาย: ทำไมขายชาถึงแพ้แบรนด์กระเป๋า?]

กุญแจสำคัญที่ทำให้การฟ้องร้องข้ามสายธุรกิจครั้งนี้ประสบความสำเร็จ คือหลักการที่เรียกว่า "เครื่องหมายการค้าที่มีชื่อเสียง" (Well-known trademark) ซึ่งศาลได้ใช้ปัจจัย 4 ประการในการพิจารณา

 

ชื่อเสียงระดับโลกก้าวข้ามประเภทสินค้า: ลายดอกไม้ 4 กลีบไม่ใช่แค่โลโก้ที่แปะอยู่บนกระเป๋า แต่เป็นเครื่องหมายที่ผู้คนทั่วโลกรู้จักและจดจำได้ทันที กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาจึงให้ "การคุ้มครองข้ามประเภทสินค้า" เป็นกรณีพิเศษ

 

ความเสี่ยงที่จะเกิดความสับสน: การนำลายที่คล้ายคลึงกันไปใช้บนแก้วหรือบรรจุภัณฑ์ อาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจผิดว่าทั้งสองแบรนด์มีความเกี่ยวข้องกัน หรือเป็นการทำแคมเปญคอลแลบ (Collaboration) ข้ามแบรนด์

 

เจตนาที่ขัดต่อกฎหมาย (ประวัติการยื่นจด IP): ย้อนไปเมื่อเดือนมีนาคม 2024 Molly Tea เคยพยายามยื่นจดทะเบียนเครื่องหมายลายดอกไม้หลายครั้ง แต่ถูกกรมทรัพย์สินทางปัญญาของจีนปฏิเสธ และให้ผ่านเฉพาะชื่อภาษาจีนเท่านั้น ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าหน่วยงานรัฐมองเห็นความคล้ายคลึงมาตั้งแต่ต้น

 

การป้องกันการเกาะกระแส (Free-riding): จุดประสงค์หลักของกฎหมายคือการป้องกันไม่ให้ธุรกิจอื่นนำ "ความดัง" ของแบรนด์ใหญ่มาต่อยอด แม้จะไม่ได้เป็นคู่แข่งในตลาดเดียวกัน แต่การใช้สัญลักษณ์ที่คนจำได้ ถือเป็นการเอาเปรียบชื่อเสียงที่แบรนด์อื่นสั่งสมมา

 

 

🔵 [บทเรียนและกรณีศึกษาที่เคยเกิดขึ้นในไทย]

หลักการคุ้มครองเครื่องหมายการค้าข้ามสายธุรกิจ ไม่ได้มีผลบังคับใช้แค่ในประเทศจีน แต่เป็นมาตรฐานสากลที่ครอบคลุมถึงประเทศไทยด้วย ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า มาตรา 8(11) ที่ห้ามจดทะเบียนเครื่องหมายที่คล้ายคลึงกับเครื่องหมายที่มีชื่อเสียงแพร่หลายทั่วไป โดยมีตัวอย่างคดีที่น่าสนใจ เช่น

 

📌Apple Inc. ฟ้องแบรนด์กระเป๋า: แบรนด์เทคโนโลยีระดับโลกอย่าง Apple เคยฟ้องชนะแบรนด์กระเป๋าและเครื่องประดับที่ใช้โลโก้รูปแอปเปิลคล้ายกัน โดยศาลมองว่าเป็นการเกาะชื่อเสียง

 

📌Nike กับร้านค้ารายย่อย: สัญลักษณ์ "Swoosh" เป็นเครื่องหมายที่คนไทยรู้จักครอบคลุมทั้งประเทศ ศาลจึงตัดสินให้ Nike ชนะคดีร้านเสื้อผ้าและรองเท้าท้องถิ่นที่พยายามใช้โลโก้คล้ายคลึงกัน

 

📌Chanel ฟ้องคาเฟ่และคลินิก: แม้จะเป็นเพียงร้านกาแฟเล็กๆ หรือคลินิกความงาม แต่การตั้งชื่อร้านว่า "Chanel" หรือใช้โลโก้ตัว C ไขว้ ศาลก็มองว่าเป็นการทำให้แบรนด์เสื่อมเสีย และเอาเปรียบทางธุรกิจ

 

กรณีศึกษาของ Louis Vuitton และ Molly Tea จึงเป็นบทเรียนชิ้นสำคัญสำหรับผู้ประกอบการยุคใหม่ ว่าการสร้างอัตลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Identity) ควรมาจากความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นออริจินัลอย่างแท้จริง เพราะในยุคที่กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาเข้มงวด การเฉียดใกล้เส้นแบ่งของคำว่า "แรงบันดาลใจ" กับ "การคัดลอก" อาจนำมาซึ่งความเสียหายทางธุรกิจที่ประเมินค่าไม่ได้

ข่าวล่าสุด