เนชั่นทีวี

ข่าว

เปิดเงื่อนไข บุคคลลึกลับอ้างเป็น ผบ.BRN ยื่นข้อเสนอแลกถอนกำลัง

04 ก.ค. 2569 | thunchanok_kul

เปิดเงื่อนไข บุคคลลึกลับอ้างเป็น ผบ.BRN ยื่นข้อเสนอแลกถอนกำลัง

เปิดเงื่อนไข บุคคลลึกลับอ้างตัว "ผบ. BRN นราธิวาส" ยื่นข้อเสนอพา 100 แกนนำวางอาวุธ แลกเคลียร์ประวัติลูกน้อง คืนปืนที่ปล้นจากค่ายปิเหล็ง หากรัฐถอนทหารหลัก ลั่นพร้อมโดนประหารชีวิตคนเดียว

เปิดเงื่อนไข บุคคลลึกลับอ้างตัว "ผบ. BRN นราธิวาส" ยื่นข้อเสนอพา 100 แกนนำวางอาวุธ แลกเคลียร์ประวัติลูกน้อง คืนปืนที่ปล้นจากค่ายปิเหล็ง หากรัฐถอนทหารหลัก ลั่นพร้อมโดนประหารชีวิตคนเดียว

KEY

POINTS

  • สายลึกลับอ้างตัว "ผบ.ทหาร BRN นราธิวาส" ยื่นเงื่อนไขรัฐบาลผ่านสื่อ: ยอมพาพวก 100 นายมอบตัวและคืนปืนค่ายปิเหล็ง แลกกับการถอนทหารหลักออกทั้งหมดภายในปี 2570
  • ลั่นอุดมการณ์ปัจจุบันไม่คิด "แบ่งแยกดินแดน" แฉรัฐเขียนบทเอง: โยนเหตุรุนแรงบางจุดเป็นเรื่องผลประโยชน์งบประมาณ ปัดไม่ได้ฝึกสไนเปอร์
  • ขอดีลตรงผ่าน "ผู้ว่าฯ" : ขู่ทิ้งท้ายสั่งลูกน้องสแตนด์บายวางอาวุธแล้ว แต่หากรัฐบาลเล่นแง่ พร้อมสั่งการให้กองกำลังตอบโต้ระดับหัวหน้าหน่วยในพื้นที่ทันที

4 กรกฎาคม 2569 จากกรณี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ออกมาชี้แจงกรณีบุคคลซึ่งอ้างตัวว่าเป็นผู้บัญชาการกองกำลังติดอาวุธของขบวนการ BRN ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส และมีการเสนอเงื่อนไขเกี่ยวกับการวางอาวุธ และการถอนกำลังเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่ง กอ.รมน.ภาค 4 สน. ระบุว่ายังไม่มีข้อมูลที่สามารถยืนยันตัวตน สถานะ หรืออำนาจในการสั่งการของบุคคลดังกล่าวได้ และยืนยันว่าไม่อาจนำคำกล่าวอ้างดังกล่าวมาใช้เป็นข้อยืนยันถึงจุดยืนขององค์กรหรือกลุ่มใดได้

“เนชั่นออนไลน์” พาไปย้อนที่มาของเรื่องนี้ เริ่มตั้งแต่บุคคลลึกลับอ้างตัวเป็น “ผู้บัญชาการกองกำลังติดอาวุธฝ่ายทหาร” ของขบวนการบีอาร์เอ็น (BRN) รับผิดชอบพื้นที่จังหวัดนราธิวาส โทรศัพท์ติดต่อไปยัง สำนักข่าวอิศรา เพื่อสะท้อนเจตนารมณ์และข้อเสนอต่อรัฐบาลไทย โดยยื่นเงื่อนไขพร้อมนำกองกำลังกว่า 100 นาย วางอาวุธและมอบตัวทั้งหมดภายในปี 2570 หากรัฐบาลยอมถอนกำลังทหารหลักออกจากพื้นที่

แกนนำที่อ้างตัวเป็นฝ่ายทหารของ BRN รายนี้ ยื่นข้อเสนอว่า ภายในปี 2570 ต้องการเห็นคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีนโยบายมอบพื้นที่ให้ฝ่ายปกครองดูแล โดยเสนอให้รัฐบาลถอนกำลังทหารหลักออกไป และส่งมอบหน้าที่รักษาความสงบให้แก่กองอาสารักษาดินแดน (อส.) แทน

หากรัฐบาลดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว ทางกลุ่มพร้อมที่จะ นำกองกำลังในเครือข่ายที่คุมได้ประมาณ 100 กว่านาย เข้ามอบตัวและวางอาวุธ ส่งคืนอาวุธปืนที่ถูกปล้นไปจากค่ายทหาร ค่ายปิเหล็ง และค่ายพระองค์ดำ โดยจะกระจายส่งมอบให้กับนายอำเภอในแต่ละพื้นที่เพื่อส่งคืนคลัง และ จะนำวัตถุระเบิดที่ยังไม่ทำงานอีกนับสิบลูกไปทำการปลดชนวนและทำลาย

เงื่อนไขสำคัญ แกนนำรายนี้ ระบุว่า ตนเองพร้อมจะเดินเข้าสู่กระบวนการและขอรับผิดชอบทางกฎหมายแต่เพียงผู้เดียว แม้จะต้องโทษประหารชีวิต แต่มีเงื่อนไขว่ารัฐบาลต้องยกเว้นการไต่สวนและลบคดีเก่าของลูกน้องใต้บังคับบัญชาออกจากระบบทั้งหมด เพื่อไม่ให้เกิดความหวาดระแวงจนกระบวนการสันติภาพล้มเหลว

บุคคลที่อ้างตัวเป็นผู้แทน RKK หรือฝ่ายทหาร ย้ำหลายครั้งว่าอุดมการณ์ของขบวนการในยุคปัจจุบันได้เปลี่ยนไปจากอดีต โดยปฏิเสธแนวคิดเรื่องการแยกตัวเป็น "รัฐปัตตานี" หรือการแบ่งแยกดินแดน

"เดิมจุดประสงค์ของเรา ไม่เคยต้องการแบ่งแยกดินแดน ไม่ต้องการรัฐปัตตานี ไม่เคยมี เราอยู่ประเทศไทย ผมก็เป็นคนไทย ใช้บัตรประชาชนคนไทย แต่รัฐเขียนบทให้เรา บอกว่าเราต้องการแบ่งแยกดินแดน ความจริงไม่ใช่เราที่คิดแบบนั้น แต่มันคือความคิดของรัฐ"

นอกจากนี้ ยังระบุถึงแนวทางการก่อเหตุในระยะหลังว่า มีเป้าหมายโจมตีเฉพาะกำลังขบวนการของรัฐ เช่น ทหาร และ อส. เพื่อเป็นการตอบโต้ทางการทหารเท่านั้น ยุคนี้จะไม่มีนโยบายทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ เด็ก ครู หรือคนไม่มีทางสู้ โดยระบุว่าเหตุการณ์ลอบยิงป้อม ชรบ.ลำพยา จ.ยะลา หรือเหตุรุนแรงในเดือนรอมฎอนที่ผ่านมา ไม่ใช่ฝีมือของกลุ่มตนอย่างแน่นอน แต่ยอมรับว่าเหตุลอบวางเพลิงปั๊มน้ำมัน 11 จุดเมื่อต้นปี 2569 เป็นปฏิบัติการแสดงจุดยืนของกลุ่มตนจริง

เมื่อซักถามถึงเหตุการณ์รุนแรงอื่นๆ ในพื้นที่ แกนนำรายนี้ตั้งข้อสังเกตว่า มีฝ่ายที่ "ไม่อยากให้ภาคใต้สงบ" เนื่องจากมีผลประโยชน์จากงบประมาณความมั่นคงจำนวนมหาศาล พร้อมทั้งปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าทางกลุ่มส่งคนไปฝึกหลักสูตรพลซุ่มยิง Sniper จากประเทศมาเลเซีย โดยระบุว่า BRN ไม่มีศักยภาพขนาดนั้น และเชื่อว่าเหตุซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ที่ อ.ศรีสาคร เมื่อเดือนก่อน เป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่มีความเชี่ยวชาญจากหลักสูตรเฉพาะมากกว่า

นอกจากนี้ ยังอ้างว่าสามารถเชื่อมโยงและพูดคุยกับเครือข่ายผิดกฎหมาย ทั้งขบวนการน้ำมันเถื่อนและยาเสพติด รวมถึงคนสนิทของ "อุสมาน สะแลแมง" อดีตผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายใหญ่ ซึ่งทุกคนเริ่มส่งสัญญาณยอมรับและอยากให้พื้นที่เกิดความสงบเพื่อเปิดเป็นเมืองท่องเที่ยวตามแนวทาง "ซอฟต์พาวเวอร์" โดยยกให้อำเภอเบตงเป็นโมเดลต้นแบบ

ในส่วนของช่องทางการประสานงาน แกนนำรายนี้แสดงความประสงค์ที่จะใช้ "ผู้ว่าราชการจังหวัด" เป็นสื่อกลางหลักในการยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาล แทนที่จะประสานผ่านกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) หรือผู้บัญชาการทหารในพื้นที่ เนื่องจากเชื่อมั่นในสถานะของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ได้รับการแต่งตั้งผ่านพระราชโองการ และพร้อมจะทำหนังสือทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาเพื่อให้สถาบันหลักของชาติเป็นสื่อกลางที่ให้ความยุติธรรมสูงสุด

เขายังทิ้งท้ายว่า นับจากวันนี้ไป หากเกิดเหตุลอบยิง หรือทำร้ายประชาชนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ขอให้สำนักข่าวเป็นพยานว่าไม่ใช่ฝีมือของกลุ่มตน เพราะตนมีนโยบายสั่งการให้กำลังพลเตรียมความพร้อมเข้าสู่ห้องเตรียมการเพื่อวางอาวุธแล้ว แต่หากรัฐบาล "เล่นแง่" หรือปฏิเสธข้อเสนอ ตนก็พร้อมจะสั่งการให้กองกำลังตอบโต้ระดับหัวหน้าหน่วยในพื้นที่ทันที

ข่าวล่าสุด