เมื่อซักถามถึงเหตุการณ์รุนแรงอื่นๆ ในพื้นที่ แกนนำรายนี้ตั้งข้อสังเกตว่า มีฝ่ายที่ "ไม่อยากให้ภาคใต้สงบ" เนื่องจากมีผลประโยชน์จากงบประมาณความมั่นคงจำนวนมหาศาล พร้อมทั้งปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าทางกลุ่มส่งคนไปฝึกหลักสูตรพลซุ่มยิง Sniper จากประเทศมาเลเซีย โดยระบุว่า BRN ไม่มีศักยภาพขนาดนั้น และเชื่อว่าเหตุซุ่มยิงเจ้าหน้าที่ที่ อ.ศรีสาคร เมื่อเดือนก่อน เป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่มีความเชี่ยวชาญจากหลักสูตรเฉพาะมากกว่า
นอกจากนี้ ยังอ้างว่าสามารถเชื่อมโยงและพูดคุยกับเครือข่ายผิดกฎหมาย ทั้งขบวนการน้ำมันเถื่อนและยาเสพติด รวมถึงคนสนิทของ "อุสมาน สะแลแมง" อดีตผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายใหญ่ ซึ่งทุกคนเริ่มส่งสัญญาณยอมรับและอยากให้พื้นที่เกิดความสงบเพื่อเปิดเป็นเมืองท่องเที่ยวตามแนวทาง "ซอฟต์พาวเวอร์" โดยยกให้อำเภอเบตงเป็นโมเดลต้นแบบ
ในส่วนของช่องทางการประสานงาน แกนนำรายนี้แสดงความประสงค์ที่จะใช้ "ผู้ว่าราชการจังหวัด" เป็นสื่อกลางหลักในการยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาล แทนที่จะประสานผ่านกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) หรือผู้บัญชาการทหารในพื้นที่ เนื่องจากเชื่อมั่นในสถานะของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ได้รับการแต่งตั้งผ่านพระราชโองการ และพร้อมจะทำหนังสือทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาเพื่อให้สถาบันหลักของชาติเป็นสื่อกลางที่ให้ความยุติธรรมสูงสุด
เขายังทิ้งท้ายว่า นับจากวันนี้ไป หากเกิดเหตุลอบยิง หรือทำร้ายประชาชนในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ขอให้สำนักข่าวเป็นพยานว่าไม่ใช่ฝีมือของกลุ่มตน เพราะตนมีนโยบายสั่งการให้กำลังพลเตรียมความพร้อมเข้าสู่ห้องเตรียมการเพื่อวางอาวุธแล้ว แต่หากรัฐบาล "เล่นแง่" หรือปฏิเสธข้อเสนอ ตนก็พร้อมจะสั่งการให้กองกำลังตอบโต้ระดับหัวหน้าหน่วยในพื้นที่ทันที