เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY : "เปิดคัมภีร์ 30 วัน ‘มัลลิกา’ โกย 3 แสนแต้ม นั่งรองแชมป์ผู้ว่าฯ กทม.

05 ก.ค. 2569 | NATESAIY

STORY : "เปิดคัมภีร์ 30 วัน ‘มัลลิกา’ โกย 3 แสนแต้ม นั่งรองแชมป์ผู้ว่าฯ กทม.

“หมดยุคระบบหัวคะแนนจัดตั้ง?” เมื่อ ‘ความจริงใจบนโลกออนไลน์’ กลายเป็นพิมพ์เขียวใหม่ของการเมืองไทย ผ่านพ้นไปแล้ว 1 สัปดาห์เต็ม สำหรับศึกเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครครั้งล่าสุด เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา แน่นอนว่าแชมป์สนามนี้ตกเป็นของ "อ.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์" ที่คว้าชัยนั่งเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. สมัยที่ 2 ไปครองตามคาด

แต่ไฮไลต์ที่กลายเป็น "บิ๊กเซอร์ไพรส์" ตัวจริง คือการพุ่งทะยานของม้ามืดอย่าง "ดร.มัลลิกา"  แซงโค้งสุดท้ายเบียด "ดร.โจ ชัยวัฒน์" จากพรรคประชาชน ร่วงไปอยู่อันดับ 3 ส่วนตัวเองแลนดิ้งเข้าป้ายคว้าตำแหน่งรองแชมป์ ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นกว่า 3 แสนคะแนน!

 

Nation STORY ชวนไปเจาะลึก "คัมภีร์ 30 วัน" ของ ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่สลัดภาพจำการหาเสียงแบบเดิมๆ ทิ้งไปสู่ยุทธศาสตร์ที่กำลังจะกลายเป็นโมเดลต้นแบบของนักการเมืองยุคนี้

 

🔵 [ทางลัดสู่ใจคนกรุง: คัมภีร์ 17 ชั่วโมงบนหน้าจอ TikTok]

สูตรความสำเร็จที่ทำให้คว้า 3 แสนคะแนนมาได้ในเวลาเพียงหนึ่งเดือน นักการเมืองรุ่นใหญ่อาจจะต้องมองใหม่ เพราะ ดร.มัลลิกา เฉลยว่าหัวใจสำคัญไม่มีอะไรซับซ้อน นอกจากการใช้ความจริงใจ ตรงไปตรงมา และเลือกสื่อสารผ่านช่องทาง "Live Streaming" บน TikTok เป็นอาวุธหลัก

 

นี่ไม่ใช่การไลฟ์สดแก้เหงาวันละชั่วโมงสองชั่วโมง แต่เป็นยุทธศาสตร์แบบ "Reality การเมือง" ที่เปิดกล้อง On Air ตั้งแต่ 07.00 น. ลากยาวไปจนถึงเที่ยงคืน รวมๆ แล้วกว่า 17-18 ชั่วโมงต่อวันแบบไม่มีตัดสลับ เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนดูแวะเวียนเข้ามาแชร์และคอมเมนต์โต้ตอบได้ตลอดทั้งวัน

 

"การไลฟ์สดมันสำคัญมาก แต่คุณต้องกล้าที่จะตรงไปตรงมา เพราะระหว่างไลฟ์มันเกิดอะไรขึ้นก็ได้ ความสดและเรียลลิตี้แบบนี้แหละที่เป็นช่องทางเดียวที่เข้าถึงพี่น้องประชาชนได้เร็วและตรงที่สุดในยุคปัจจุบัน" ดร.มัลลิกา กล่าวกับเนชั่นสตอรี่

🔵 [ชู "14 ยุทธศาสตร์"  เน้นทีมจิ๋ว คล่องตัว จู่โจมปัญหาไว]

 

นอกจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือแล้ว แผนงานในภาคสนามตลอด 30 วันของเธอยังถูกดีไซน์มาให้แหวกแนวจากหาเสียงเดิมๆ ด้วยการชู "14 ยุทธศาสตร์นโยบาย" ที่กระชับและไม่เทอะทะจนเกินไป

 

เสน่ห์ของการทำแคมเปญรอบนี้ คือการใช้ทีมงานและบุคลากรจำนวนน้อยมาก (สเปกน้อย แต่คล่องตัวสูง) เพื่อให้สามารถเคลื่อนพลลงพื้นที่ ชุมชน และตลาดต่างๆ ได้อย่างว่องไว ที่สำคัญคือเมื่อเกิดประเด็นร้อนหรือมีคอนเทนต์อะไรเกิดขึ้นพื้นที่ไหนของ กทม. ทีมงานของ ดร.มัลลิกา จะใช้วิธี "พุ่งเป้าไปที่เกิดเหตุให้ไวที่สุด" แล้วนำเสนอ How to พร้อมกางแผนปฏิบัติการแก้ปัญหาโชว์ให้ชาวบ้านเห็นตรงนั้นทันที

 

วิธีนี้ทำให้คนกรุงเทพฯ ได้เห็นทั้งความมุ่งมั่น (Passion) วิสัยทัศน์ (Vision) และการลงมือทำจริง (Action) ไปพร้อมๆ กัน ซึ่ง ดร.มัลลิกามองว่า โมเดลทีมเล็กแต่ขยับไวแบบนี้ น่าจะกลายเป็นพิมพ์เขียวใหม่ที่นักการเมืองรุ่นหลังต้องนำไปปรับใช้ในการเลือกตั้งยุคดิจิทัล

📌 [3 แสนคะแนนบริสุทธิ์ ที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย]

 

เมื่อถามว่าตัวเลข 3 แสนคะแนนที่ได้มานั้น "เกินความคาดหมาย" หรือไม่? ดร.มัลลิกาตอบอย่างมั่นใจว่า ทุกอย่างเดินไปตามกลยุทธ์ที่วางไว้ตั้งแต่แรก เพราะเธอออกแบบแคมเปญนี้มา “เพื่อชนะ ไม่ได้มาเพื่อแพ้" สิ่งเดียวที่เกินคาดไปบ้างคือคะแนนของผู้ชนะอันดับหนึ่งที่พุ่งสูงขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น

 

แม้เวลาเตรียมตัวจะกระชั้นชิด และประชาชนบางส่วนอาจยังไม่เข้าใจเนื้อหานโยบายครบถ้วนร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่คะแนนเสียงทั้งหมดที่ได้รับมา ถือเป็น "พลังบริสุทธิ์" จากคนกรุงที่ส่งสัญญาณชัดเจนว่า พวกเขาต้องการการเมืองที่ตรงไปตรงมาและเข้าถึงง่ายผ่านปลายนิ้วสัมผัส

 

การแลนดิ้งคว้าอันดับ 2 ของ ดร.มัลลิกา ในศึกชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. รอบนี้ จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นข้อพิสูจน์ชั้นดีว่า เมื่อคอนเทนต์นโยบายตรงจุด และถูกส่งผ่านช่องทางที่ใช่... คะแนนเสียงของประชาชนก็พร้อมเทมาให้แบบถล่มทลาย โดยไม่ต้องพึ่งระบบจัดตั้งแบบเดิมๆ อีกต่อไป

 

ท้ายที่สุดแล้ว คุณคิดว่าหมดยุคของการเลือกตั้งที่พึ่งพาระบบหัวคะแนนจัดตั้งแบบเดิมๆ แล้วหรือยัง? และการสื่อสารที่ตรงไปตรงมาผ่านโซเชียล มีผลต่อการตัดสินใจกากบาทของคุณมากน้อยแค่ไหน...

ข่าวล่าสุด