เนชั่นทีวี

Nation Story

“อันวาร์” เข้าตาจน…นับถอยหลัง “ยุบสภา” ?

23 ธ.ค. 2568 | nathaorn_som

“อันวาร์” เข้าตาจน…นับถอยหลัง “ยุบสภา” ?

นอกจากไทยแล้ว 2569 ยังเป็นปีแห่งการเลือกตั้งในหลายประเทศ เช่น เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เลือกตั้งประธานาธิบดีบราซิล อิสราเอล รวมทั้งหลายชาติอาเซียน ไม่ว่าจะเป็น <br> เมียนมาที่กลับมาเลือกตั้งครั้งแรกนับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2564 โดยแบ่งการเลือกตั้งเป็นหลายเฟสตั้งแต่เดือนธันวาคม และการเลือกตั้งสมาชิกสภาแห่งชาติของลาวและเวียดนาม แต่วันนี้อยากชวนทุกคนมาจับตา “มาเลเซีย” ว่าจะเป็นอีกหนึ่งประเทศที่จะมีการเลือกตั้งก่อนกำหนดหรือไม่

คนไทยทราบกันดีว่าปัจจุบันผู้นำมาเลเซียก็คือ อันวาร์ อิบราฮิม ที่เป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 3 ปี ตั้งแต่ปี 2565 และหากอยู่จนครบวาระ 6 ปี การเลือกตั้งครั้งต่อไปต้องเกิดขึ้นภายในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2571 แต่ทำไมขณะนี้ถึงมีกระแสข่าวว่าอันวาร์อาจยุบสภาเลือกตั้งก่อนกำหนด

🔵[ยังไม่ยุบ (ในตอนนี้)]
ในการให้สัมภาษณ์สื่อส่งท้ายปลายปีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา อันวาร์บอกว่า ตอนนี้เขามุ่งให้ความสำคัญกับการปฏิรูปประเทศและลดค่าครองชีพของประชาชนก่อน ส่วนเรื่องการเลือกตั้งยังอีกยาวไกล จึงไม่ทันได้คิด

สาเหตุที่อันวาร์ถูกจี้ถามก็เพราะว่าพรรคร่วมรัฐบาลที่มีชื่อว่า “ปากาตันฮาราปัน” หรือพันธมิตรแห่งความหวัง ประสบกับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งท้องถิ่นที่รัฐซาบาห์แบบราบคาบ ชนะเพียง 1 จาก 20 ที่นั่ง โดยการเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบแรกก่อนที่จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นในอีกหลายรัฐตามมา และที่สำคัญรัฐซาบาห์ถือเป็นรัฐขนาดใหญ่ซึ่งมีกระแสเรียกร้องอำนาจปกครองตนเอง ทำให้หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งกระทบต่อความชอบธรรมของอันวาร์มากเท่านั้น

🔵[ข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรง]
หากดูจากภายนอก อันวาร์พยายามชูภาพลักษณ์ความเป็น “ประธานอาเซียน” ที่กำลังจะหมดวาระลงในสิ้นปีนี้และส่งต่อให้กับฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะในประเด็นความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งอันวาร์กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จับมือกันทำหน้าที่คนกลางเจรจาหยุดยิงมาหลายรอบจนผู้นำสหรัฐฯ ชื่นชมไม่เคยขาดปาก และลดภาษีนำเข้าให้ไทย-กัมพูชา-มาเลเซียเท่ากันที่ 19%

แต่ในประเทศเองคนมาเลเซียไม่ได้ปลื้มทรัมป์ขนาดนั้น ไม่ใช่เพราะเรื่องไทย-กัมพูชา หรือแม้กระทั่งกำแพงภาษี แต่เป็นเรื่อง “สงครามกาซา” จากการที่ทรัมป์สนิทสนมกับเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอลที่ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรมสงครามและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์ ขณะที่มาเลเซียมีจุดยืนสนับสนุน “รัฐปาเลสไตน์” และไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอล ถึงขั้นที่มีการชุมนุมประท้วงไม่ให้เชิญทรัมป์มาร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

🔵[“มหาเธร์” คู่แค้นตลอดกาล]
อันวาร์เจอกับการประท้วงมาแล้วหลายครั้งในปีนี้ โดยเมื่อเดือนมิถุนายนผู้ชุมนุมเกือบ 2 หมื่นคนได้รวมตัวกันใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์เรียกร้องให้อันวาร์ลาออก เนื่องจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นและความล้มเหลวในการปฏิรูปประเทศ ขณะที่หนึ่งในผู้ร่วมชุมนุมก็คือ “มหาเธร์ มูฮัมหมัด” อดีตนายกฯ วัย 100 ปี ที่เป็นทั้งพันธมิตรและศัตรูกันมาเกือบ 30 ปี

ครั้งหนึ่งอันวาร์เคยถูกมองว่าเป็นทายาททางการเมืองของมหาเธร์ ก่อนที่จะโดนมหาเธร์ปลดพร้อมข้อกล่าวหามีเพศสัมพันธ์กับชายและทุจริตจนถูกจำคุก กระทั่งกลับมาเป็นพันธมิตรกันอีกครั้งในการเลือกตั้งปี 2561 โดยตกลงแบ่งวาระดำรงตำแหน่งนายกฯ “คนละครึ่ง” แต่มหาเธร์ซึ่งนั่งเก้าอี้นายกฯ ก่อนเป็นฝ่ายเบี้ยวจนแตกคอกันอีกรอบ

สุดท้ายอันวาร์ก็ได้เป็นนายกฯ สมดังใจหวังในการเลือกตั้งอีก 4 ปีต่อมาที่ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมาก ปัจจุบัน มหาเธร์ยังคงกล่าวหาอันวาร์หลายเรื่อง ตั้งแต่ใช้อำนาจมิชอบ แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม เลือกข้างมหาอำนาจ ไปจนถึงขายชาติจากการลงนามข้อตกลงแร่ธาตุหายากและความมั่นคงกับสหรัฐฯ

🔵[ปรับใหญ่ ครม. แก้วิกฤต]
จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่สู้ดีนัก อันวาร์จึงตัดสินใจปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่ในรอบ 2 ปี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ใหญ่ถึงขนาดปรับ 25 จาก 65 ตำแหน่ง รวมทั้งรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจและการค้า ขณะที่ตำแหน่งสำคัญอย่างรัฐมนตรีมหาดไทย กลาโหม และต่างประเทศยังเป็นคนเดิม

ก่อนหน้านี้มีรัฐมนตรี 2 คนลาออกเมื่อเดือนพฤษภาคมเนื่องจากแพ้เลือกตั้งภายในพรรค ขณะที่อีกคนลาออกเมื่อเดือนที่แล้วเพราะไม่พอใจจุดยืนของรัฐบาลกลางต่อประเด็นส่วนแบ่งรายได้เข้ารัฐซาบาห์ ส่วนอีกหนึ่งต้องพ้นจากตำแหน่งหลังครบวาระ สว. โดย ครม.มาเลเซียต่างจากไทยที่รัฐมนตรีอาจมาจาก สส. สว. หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นก็ได้

ในการแถลงข่าวทางโทรทัศน์ อันวาร์พูดแบบสวยหรูว่า การปรับเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ ครม.ชุดใหม่ทำงานเป็นทีมได้ดีขึ้น เพื่อที่จะได้โฟกัสการกระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาให้ประชาชน แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงก็คือ “โควตา” ที่จัดสรรปันส่วนกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล สุดท้ายไม่ว่าจะประเทศไหน นี่คือธรรมชาติของรัฐบาลที่ประกอบขึ้นจากหลายพรรค สิ่งสำคัญที่สุดคือ เสถียรภาพทางการเมือง หากล่มเมื่อไหร่...ก็ยุบสภาเมื่อนั้นครับ

ข่าวล่าสุด