ล่าสุดรัฐบาลออสเตรเลียกำลังพิจารณาแก้ไขกฎหมาย เพิ่มบทลงโทษปรับบริษัทผู้ให้บริการเป็น 2 เท่า สูงสุด 99 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือกว่า 2,300 ล้านบาท รวมทั้งขยายขอบเขตอำนาจให้หน่วยงานกำกับดูแลสามารถเรียกข้อมูลจากแพลตฟอร์มได้มากขึ้น แต่ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียก็เตือนว่า ยังไม่ควรนำข้อมูลใดใดที่ออกมาในตอนนี้มาใช้ประเมินว่ากฎหมายได้ผลหรือไม่ เนื่องจากยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นบังคับใช้ จึงเร็วเกินไปที่จะสรุป
.
🔵[เสรีภาพ VS ความปลอดภัย]
แนวโน้มที่ประเทศต่างๆ เลือกเดินสู่แนวทางการคุมเข้มโซเชียลมีเดียกำลังทำให้เกิดการถกเถียงและเปรียบเทียบระหว่างเสรีภาพกับความปลอดภัยมากขึ้น อย่างฝ่ายที่เห็นด้วยก็เชื่อว่า ปัญหาสุขภาพจิต การขาดทักษะในการเข้าสังคม การเข้าถึงเนื้อหาที่สุดโต่งและรุนแรง และความเสี่ยงตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดี ล้วนแต่เป็นด้านมืดของโซเชียลมีเดีย จึงจำเป็นที่จะต้องผลักดันกฎหมายออกมาปกป้องให้ลูกหลานของเราปลอดภัย
.
แต่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็มองว่ามาตรการแบนไม่ใช่ “ยาครอบจักรวาล” ที่จะเข้ามาแก้ไขทุกปัญหาให้หมดไป แถมยังเสี่ยงปิดกั้นเด็กในการเข้าถึงเนื้อหาที่มีประโยชน์ ผลักดันให้พวกเขาหันไปหาแพลตฟอร์มทางเลือกที่มีการควบคุมน้อยกว่า และต่อให้แบนอย่างไร เยาวชนก็จะหาทุกวิธีในการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบได้อยู่ดี
.
เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษซึ่งเป็นอีกประเทศที่กำลังผลักดันกฎหมายแบบเดียวกันภายในปีนี้ ได้เคยเปรียบเทียบเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า กฎหมายแบนโซเชียลมีเดียมีความคล้ายคลึงกับกฎหมายเกี่ยวกับการห้ามดื่มแอลกอฮอล์ โดยกล่าวว่า “เรารู้ว่าวัยรุ่นบางคนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปียังคงดื่มอยู่ แต่เราก็รู้เช่นกันว่ามีหลายครั้งที่กฎหมายห้ามปรามไม่ให้พวกเขาดื่ม”
.
ในขณะที่บริษัทโซเชียลมีเดียต่างคัดค้านการแบนแบบเหมารวม โดยมองว่าแพลตฟอร์มมีมาตรการปกป้องผู้ใช้ที่อายุน้อยอยู่แล้ว และปัญหาเหล่านี้ก็เป็นความท้าทายที่ผู้ให้บริการหลักๆ ทุกรายต่างกำลังหาวิธีรับมือ แต่ฝ่ายที่สนับสนุนกฎหมายก็เชื่อว่า “มีดีกว่าไม่มี” เพราะหากไม่มีกฎหมายเป็น “ไม้เรียว” บรรดาแพลตฟอร์มก็อาจไม่จริงจังกับการควบคุมเนื้อหาและการใช้งานในเด็ก และบริษัทโซเชียลมีเดียไม่สามารถลอยอยู่เหนือปัญหาได้ เพราะอัลกอริทึมที่พวกเขาออกแบบมานั่นแหละที่ทำให้เด็กมีพฤติกรรมเสพติดหน้าจอ