เนชั่นทีวี

Nation Story

OPINION : แบนเยาวชนใช้ “โซเชียลมีเดีย” เสรีภาพ VS ความปลอดภัย

16 ส.ค. 2569 | กิตติดิษฐ์ ธนดิษฐ์สุวรรณ

OPINION : แบนเยาวชนใช้ “โซเชียลมีเดีย” เสรีภาพ VS ความปลอดภัย

ในขณะที่บ้านเรากำลังมุ่งเน้นไปที่การควบคุมอาวุธปืนหลังเกิดเหตุความรุนแรงในโรงเรียน หลายประเทศเลือกที่จะคุมเข้มการใช้โซเชียลมีเดียของเยาวชนแทน โดยปัจจุบันมีหลายประเทศทั่วโลกได้เริ่มต้นแบนในเด็กอายุต่ำกว่า 15-16 ปีแล้ว เช่น ออสเตรเลียซึ่งเป็นประเทศแรกของโลก เริ่มบังคับใช้เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา อินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศแรกในอาเซียน ขณะที่อีกกว่า 40 ประเทศก็กำลังพิจารณามาตรการในลักษณะคล้ายกัน

🔵[กรณี “ฝรั่งเศส” ศาล VS รัฐบาล]

ฝรั่งเศสเป็นประเทศแรกของยุโรปที่รัฐสภาผ่านกฎหมายแบนโซเชียลมีเดียไปเมื่อปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยประธานาธิบดีเอมมานูแอล มาครง ถึงขั้นตั้งเป้าให้การบังคับใช้นโยบายเป็นผลงานสำคัญก่อนที่เขาจะหมดวาระลงภายในเดือนพฤษภาคมปีหน้า ในขณะที่รัฐมนตรีช่วยด้านปัญญาประดิษฐ์กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้คือการกำหนด “วัยบรรลุนิติภาวะทางดิจิทัล”

.

ตามกฎหมายฉบับนี้ เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปีจะไม่สามารถใช้โซเชียลมีเดียได้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายนนี้ ขณะที่ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มมีเวลา 4 เดือน ในการปิดบัญชีของผู้ใช้งานที่อายุต่ำกว่าเกณฑ์ และนำระบบยืนยันอายุที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของฝรั่งเศสมาใช้

.

แต่แล้วภายในเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ ดูเหมือนแผนการนี้ก็มีอันต้องสะดุดลง หลังศาลรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสลงมติเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา สั่งระงับร่างกฎหมายเนื่องจากเห็นว่าเป็นการ “ละเมิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการสื่อสารในลักษณะที่ไม่เหมาะสม ไม่จำเป็น หรือไม่สมดุล” และล้มเหลวในการให้ความคุ้มครองทางกฎหมายที่จำเป็นเพื่อรับรองสิทธิในการเคารพความเป็นส่วนตัว เนื่องจากกฎหมายไม่ได้กำหนดเงื่อนไขและขอบเขตการเปิดเผยหลักฐานยืนยันอายุไว้ชัดเจนเพียงพอ

จากคำวินิจฉัยของศาล เป็นที่น่าสังเกตว่าศาลไม่ได้ชี้ว่ากฎหมายนี้ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ เพียงแต่ติดในรายละเอียดซึ่งระบุเอาไว้กว้างเกินไปที่จะพิจารณาสถานการณ์เฉพาะของผู้เยาว์แต่ละรายหรือความเสี่ยงเฉพาะของแต่ละแพลตฟอร์ม รวมทั้งระบบตรวจสอบอายุที่กระทบถึงผู้ใหญ่ในการยืนยันตัวตนด้วย ส่งผลให้รัฐบาลมาครงต้องรีบกลับไปแก้ไขเนื้อหากฎหมายอย่างเร่งด่วน เพื่อหวังให้ทันบังคับใช้ก่อนวาระของเขาจบลงและไม่สามารถกลับมาเป็นผู้นำฝรั่งเศสได้อีก

🔵[กรณี “ออสเตรเลีย” ได้ผลจริงหรือ?]

ในขณะที่กฎหมายในฝรั่งเศสเป็นหมันตั้งแต่ยังไม่ทันบังคับใช้ กฎหมายของออสเตรเลียก็กำลังกลายเป็นกรณีศึกษาให้กับทั่วโลก หลังเริ่มต้นแบนโซเชียลมีเดียในเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี มาตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว ปรากฏว่าจนถึงตอนนี้ได้ปิดบัญชีของเด็กไปแล้วกว่า 750,000 บัญชี แบ่งเป็นอินสตาแกรม 462,000 บัญชี และเฟซบุ๊ก 294,000 บัญชี

.

อย่างไรก็ตามผลการศึกษาหลายฉบับ รวมทั้งข้อมูลจากหน่วยงานกำกับดูแลอินเทอร์เน็ตของออสเตรเลียเองพบว่า เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี 7 ใน 10 คน ยังคงสามารถเข้าถึงการใช้งานโซเชียลมีเดียได้บ้าง สอดคล้องกับที่ฝ่ายการเมืองกล่าวหาแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียว่าจงใจเตะถ่วงการบังคับใช้กฎหมายและมีการบังคับใช้อย่างหละหลวม ทำให้มีการเปิดการสอบสวนเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบของ 5 แพลตฟอร์ม ได้แก่ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม สแนปแชท ติ๊กต็อก และยูทูบ

ล่าสุดรัฐบาลออสเตรเลียกำลังพิจารณาแก้ไขกฎหมาย เพิ่มบทลงโทษปรับบริษัทผู้ให้บริการเป็น 2 เท่า สูงสุด 99 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย หรือกว่า 2,300 ล้านบาท รวมทั้งขยายขอบเขตอำนาจให้หน่วยงานกำกับดูแลสามารถเรียกข้อมูลจากแพลตฟอร์มได้มากขึ้น แต่ผู้ให้บริการโซเชียลมีเดียก็เตือนว่า ยังไม่ควรนำข้อมูลใดใดที่ออกมาในตอนนี้มาใช้ประเมินว่ากฎหมายได้ผลหรือไม่ เนื่องจากยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นบังคับใช้ จึงเร็วเกินไปที่จะสรุป

🔵[เสรีภาพ VS ความปลอดภัย]

แนวโน้มที่ประเทศต่างๆ เลือกเดินสู่แนวทางการคุมเข้มโซเชียลมีเดียกำลังทำให้เกิดการถกเถียงและเปรียบเทียบระหว่างเสรีภาพกับความปลอดภัยมากขึ้น อย่างฝ่ายที่เห็นด้วยก็เชื่อว่า ปัญหาสุขภาพจิต การขาดทักษะในการเข้าสังคม การเข้าถึงเนื้อหาที่สุดโต่งและรุนแรง และความเสี่ยงตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดี ล้วนแต่เป็นด้านมืดของโซเชียลมีเดีย จึงจำเป็นที่จะต้องผลักดันกฎหมายออกมาปกป้องให้ลูกหลานของเราปลอดภัย

.

แต่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็มองว่ามาตรการแบนไม่ใช่ “ยาครอบจักรวาล” ที่จะเข้ามาแก้ไขทุกปัญหาให้หมดไป แถมยังเสี่ยงปิดกั้นเด็กในการเข้าถึงเนื้อหาที่มีประโยชน์ ผลักดันให้พวกเขาหันไปหาแพลตฟอร์มทางเลือกที่มีการควบคุมน้อยกว่า และต่อให้แบนอย่างไร เยาวชนก็จะหาทุกวิธีในการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบได้อยู่ดี

.

เซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษซึ่งเป็นอีกประเทศที่กำลังผลักดันกฎหมายแบบเดียวกันภายในปีนี้ ได้เคยเปรียบเทียบเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า กฎหมายแบนโซเชียลมีเดียมีความคล้ายคลึงกับกฎหมายเกี่ยวกับการห้ามดื่มแอลกอฮอล์ โดยกล่าวว่า  “เรารู้ว่าวัยรุ่นบางคนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปียังคงดื่มอยู่ แต่เราก็รู้เช่นกันว่ามีหลายครั้งที่กฎหมายห้ามปรามไม่ให้พวกเขาดื่ม”

.

ในขณะที่บริษัทโซเชียลมีเดียต่างคัดค้านการแบนแบบเหมารวม โดยมองว่าแพลตฟอร์มมีมาตรการปกป้องผู้ใช้ที่อายุน้อยอยู่แล้ว และปัญหาเหล่านี้ก็เป็นความท้าทายที่ผู้ให้บริการหลักๆ ทุกรายต่างกำลังหาวิธีรับมือ แต่ฝ่ายที่สนับสนุนกฎหมายก็เชื่อว่า “มีดีกว่าไม่มี” เพราะหากไม่มีกฎหมายเป็น “ไม้เรียว” บรรดาแพลตฟอร์มก็อาจไม่จริงจังกับการควบคุมเนื้อหาและการใช้งานในเด็ก และบริษัทโซเชียลมีเดียไม่สามารถลอยอยู่เหนือปัญหาได้ เพราะอัลกอริทึมที่พวกเขาออกแบบมานั่นแหละที่ทำให้เด็กมีพฤติกรรมเสพติดหน้าจอ

ข่าวล่าสุด