เนชั่นทีวี

Nation Story

STORY : วิ่งตามใจฉัน! ศึก “คอร์กี้” สุดป่วนที่ลิทัวเนีย เมื่อเส้นชัยไม่สำคัญเท่าความสนุก

16 ส.ค. 2569 | NATESAIY

STORY : วิ่งตามใจฉัน! ศึก “คอร์กี้” สุดป่วนที่ลิทัวเนีย เมื่อเส้นชัยไม่สำคัญเท่าความสนุก

ลืมภาพการแข่งขันที่นักกีฬาทุกคนมุ่งมั่นพุ่งเข้าเส้นชัยไปก่อน เพราะสำหรับสนามนี้ แค่ทำให้ผู้เข้าแข่งขัน “ยอมวิ่งไปในทิศทางเดียวกัน” ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว

เมื่อคอร์กี้ขาสั้นกว่า 130 ตัว จาก 8 ประเทศ มารวมตัวกันที่กรุงวิลนีอุส ประเทศลิทัวเนีย เพื่อร่วมเทศกาลแข่งวิ่งคอร์กี้ประจำปี สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การแข่งขันที่เต็มไปด้วยความกดดัน แต่เป็นความวุ่นวายที่เรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมได้ตลอดงาน มีทั้งคอร์กี้ที่ยืนนิ่งอยู่ตรงจุดสตาร์ต บางตัววิ่งไปได้ครึ่งทางแล้วหยุดทักทายเพื่อน ขณะที่บางตัวตัดสินใจกลับหลังหัน วิ่งย้อนกลับไปทางเดิมแบบไม่สนใจว่าเส้นชัยอยู่ตรงไหน

ส่วนบรรดาเจ้าของก็ต้องใช้สารพัดวิธี ทั้งขนม ของเล่น ไปจนถึงไม้กวาด เพื่อดึงความสนใจให้นักวิ่งสี่ขาของตัวเองยอมเข้าเส้นชัยให้ได้

นี่จึงเป็นสนามแข่งที่ “ความป่วน” ดูจะสำคัญไม่แพ้ผลการแข่งขัน
 


🔵[จากกิจกรรมเล็กๆ ช่วงโควิด สู่เทศกาลระดับนานาชาติ]


เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม สวนป่าในกรุงวิลนีอุส เมืองหลวงของลิทัวเนีย เต็มไปด้วยผู้ชมกว่า 2,000 คน ที่เดินทางมาชมเทศกาล Corgi Race ประจำปี

ย้อนกลับไปเมื่อราว 6 ปีก่อน ในช่วงวิกฤตโควิด-19 เอ็ดวินาส มิสกัส กริเนียส (Edvinas Miskas Grinius) ผู้จัดงาน เล่าว่า จุดเริ่มต้นของกิจกรรมนี้ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เขาเพียงต้องการจัดการแข่งขันสนุกๆ ระหว่างคอร์กี้ของตัวเองกับคอร์กี้ของเพื่อน

แต่การแข่งขันเล็กๆ ครั้งนั้นกลับได้รับความสนใจเกินคาด เมื่อมีคนเดินทางมาชมเป็นหลักร้อย
จากกิจกรรมที่เริ่มต้นกันในกลุ่มเล็กๆ จึงค่อยๆ เติบโตเป็นเทศกาลประจำปี มีเจ้าของพาคอร์กี้จากหลายประเทศเดินทางมาร่วมงาน และในปีนี้มีผู้เข้าแข่งขันกว่า 130 ตัวจาก 8 ประเทศ ความนิยมยังขยายออกไปนอกลิทัวเนีย มีการถ่ายทอดสดไปถึงสหรัฐอเมริกา และทำให้วิลนีอุสได้รับการขนานนามอย่างไม่เป็นทางการว่าเป็น “เมืองหลวงคอร์กี้แห่งยุโรป”

🔵[เมื่อความสนุกอยู่ที่ “ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”]


การแข่งขันกีฬาทั่วไปอาจสนุกตรงการลุ้นว่าใครจะเร็วกว่าใคร แต่เสน่ห์ของ Corgi Race กลับอยู่ที่ความคาดเดาไม่ได้ของผู้เข้าแข่งขัน

ทันทีที่เริ่มการแข่งขัน คอร์กี้บางตัวเลือกยืนนิ่งอยู่ที่จุดสตาร์ต แม้ตัวอื่นจะออกวิ่งไปหมดแล้ว ขณะที่บางตัวออกตัวได้ดี แต่เมื่อวิ่งไปได้ครึ่งทางกลับหยุดเพื่อทักทายหรือเล่นกับคู่แข่งกลางสนาม บางตัวสร้างเสียงหัวเราะยิ่งกว่า เมื่อจู่ๆ เปลี่ยนใจกลับหลังหัน วิ่งย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้น

ภาพเหล่านี้ทำให้บรรดาเจ้าของต้องงัดทุกกลยุทธ์มาใช้ ทั้งโบกของเล่น เขย่าขนม เรียกชื่อ หรือแม้กระทั่งใช้ไม้กวาดเป็นตัวช่วย เพื่อดึงความสนใจให้คอร์กี้วิ่งไปในทิศทางที่ควรจะเป็น
กริเนียสเองยังมองว่า การนำคอร์กี้มาแข่งขันวิ่งนั้นมีความย้อนแย้งอยู่ในตัว เพราะด้วยลักษณะขาสั้นและลำตัวยาว พวกมันอาจไม่ได้มีรูปร่างของนักวิ่งความเร็วอย่างที่หลายคนนึกถึง

แต่ข้อจำกัดนั้นกลับกลายเป็นเสน่ห์สำคัญของงาน เพราะแทนที่ผู้ชมจะจดจ่ออยู่กับสถิติหรือชัยชนะ ทุกคนกลับเฝ้ารอดูว่า ในแต่ละรอบจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดอะไรขึ้นอีก

🔵[ไม่ได้มีแค่แข่งวิ่ง “เสียงเห่า” ก็ต้องวัดกัน]


นอกจากการแข่งขันวิ่งแล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เหล่าคอร์กี้ได้แสดงความสามารถในแบบของตัวเอง

หนึ่งในไฮไลต์คือการแข่งขัน “เสียงเห่าดังที่สุด”แชมป์ปีนี้ตกเป็นของ มิสเตอร์ คอร์กิงตัน (Mr Corgington) คอร์กี้จากแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งทำเสียงเห่าได้ดังถึง 111 เดซิเบล ระหว่างพยายามกระโดดงับของเล่นจากมือเจ้าของ ระดับเสียงดังกล่าวถือว่าสูงมากสำหรับสุนัขตัวเล็ก และกลายเป็นอีกหนึ่งสีสันที่เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมในงาน


🔵[เมื่อสนามคอร์กี้กลายเป็นรันเวย์]


อีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กันคือการประกวดคอสตูม ซึ่งเจ้าของแต่ละคนต่างใช้ความคิดสร้างสรรค์กันอย่างเต็มที่ มีทั้งคอร์กี้ในชุดตัวตลก ขุนนางยุคกลาง คาวบอย ไปจนถึงชุดม้า

ส่วนผู้ชนะในปีนี้คือหนูน้อยวัย 6 ขวบที่แต่งตัวเป็นท่านดยุก เดินคู่มากับคอร์กี้ชื่อ อามิโก้ (Amigo) ซึ่งแต่งเป็น Iron Wolf หรือ “หมาป่าเหล็ก” ตัวละครสำคัญในตำนานที่เชื่อมโยงกับการก่อตั้งกรุงวิลนีอุส การแข่งขันคอร์กี้จึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมสำหรับคนรักสุนัข แต่ยังกลายเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงความสนุก ความคิดสร้างสรรค์ และเรื่องราวของเมืองเข้าด้วยกัน


🔵[เมื่อ “การชนะ” ไม่ใช่หัวใจของการแข่งขัน]


สิ่งที่น่าสนใจของ Corgi Race อาจไม่ใช่คำถามว่า คอร์กี้ตัวไหนวิ่งเร็วที่สุด หรือใครจะคว้ารางวัลกลับบ้าน แต่เป็นบรรยากาศที่ทำให้ผู้คนกว่า 2,000 คนยอมมารวมตัวกัน เพื่อดูสุนัขขาสั้นนับร้อยตัวทำในสิ่งที่คาดเดาแทบไม่ได้ บางตัวตั้งใจวิ่ง บางตัวหยุดดมระหว่างทาง บางตัวแวะเล่นกับเพื่อน และบางตัวดูเหมือนจะไม่ได้สนใจการแข่งขันตั้งแต่แรก

แต่ความไม่สมบูรณ์แบบเหล่านี้กลับกลายเป็นหัวใจของงาน จากกิจกรรมเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผู้คนต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยวจากโควิด-19 วันนี้ Corgi Race เติบโตขึ้นเป็นเทศกาลที่พาผู้คนจากหลายประเทศมาเจอกันผ่านความรักที่มีต่อสัตว์เลี้ยง และอาจเป็นเครื่องเตือนใจเล็กๆ ว่า ไม่ใช่ทุกการแข่งขันจะต้องจริงจังกับการเป็นที่หนึ่งเสมอไป

บางครั้ง การได้ออกมาสนุก ได้พบปะผู้คน และมีเรื่องให้หัวเราะร่วมกัน ก็อาจเป็น “ชัยชนะ” ที่มีความหมายไม่แพ้ถ้วยรางวัล

ว่าแต่... หากประเทศไทยมีการแข่งขันแบบนี้ขึ้นมาบ้าง คุณคิดว่าสมาชิกสี่ขาที่บ้านจะเป็นสายไหน? สายพุ่งตรงเข้าเส้นชัย สายแวะทักเพื่อน สายยืนดูสถานการณ์ หรือสายเห็นขนมแล้วลืมการแข่งขันไปเลย?
 

ข่าวล่าสุด