🔵[ไม่ได้มีแค่แข่งวิ่ง “เสียงเห่า” ก็ต้องวัดกัน]
นอกจากการแข่งขันวิ่งแล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เหล่าคอร์กี้ได้แสดงความสามารถในแบบของตัวเอง
หนึ่งในไฮไลต์คือการแข่งขัน “เสียงเห่าดังที่สุด”แชมป์ปีนี้ตกเป็นของ มิสเตอร์ คอร์กิงตัน (Mr Corgington) คอร์กี้จากแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งทำเสียงเห่าได้ดังถึง 111 เดซิเบล ระหว่างพยายามกระโดดงับของเล่นจากมือเจ้าของ ระดับเสียงดังกล่าวถือว่าสูงมากสำหรับสุนัขตัวเล็ก และกลายเป็นอีกหนึ่งสีสันที่เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมในงาน
🔵[เมื่อสนามคอร์กี้กลายเป็นรันเวย์]
อีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความสนใจไม่แพ้กันคือการประกวดคอสตูม ซึ่งเจ้าของแต่ละคนต่างใช้ความคิดสร้างสรรค์กันอย่างเต็มที่ มีทั้งคอร์กี้ในชุดตัวตลก ขุนนางยุคกลาง คาวบอย ไปจนถึงชุดม้า
ส่วนผู้ชนะในปีนี้คือหนูน้อยวัย 6 ขวบที่แต่งตัวเป็นท่านดยุก เดินคู่มากับคอร์กี้ชื่อ อามิโก้ (Amigo) ซึ่งแต่งเป็น Iron Wolf หรือ “หมาป่าเหล็ก” ตัวละครสำคัญในตำนานที่เชื่อมโยงกับการก่อตั้งกรุงวิลนีอุส การแข่งขันคอร์กี้จึงไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมสำหรับคนรักสุนัข แต่ยังกลายเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงความสนุก ความคิดสร้างสรรค์ และเรื่องราวของเมืองเข้าด้วยกัน
🔵[เมื่อ “การชนะ” ไม่ใช่หัวใจของการแข่งขัน]
สิ่งที่น่าสนใจของ Corgi Race อาจไม่ใช่คำถามว่า คอร์กี้ตัวไหนวิ่งเร็วที่สุด หรือใครจะคว้ารางวัลกลับบ้าน แต่เป็นบรรยากาศที่ทำให้ผู้คนกว่า 2,000 คนยอมมารวมตัวกัน เพื่อดูสุนัขขาสั้นนับร้อยตัวทำในสิ่งที่คาดเดาแทบไม่ได้ บางตัวตั้งใจวิ่ง บางตัวหยุดดมระหว่างทาง บางตัวแวะเล่นกับเพื่อน และบางตัวดูเหมือนจะไม่ได้สนใจการแข่งขันตั้งแต่แรก
แต่ความไม่สมบูรณ์แบบเหล่านี้กลับกลายเป็นหัวใจของงาน จากกิจกรรมเล็กๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผู้คนต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยวจากโควิด-19 วันนี้ Corgi Race เติบโตขึ้นเป็นเทศกาลที่พาผู้คนจากหลายประเทศมาเจอกันผ่านความรักที่มีต่อสัตว์เลี้ยง และอาจเป็นเครื่องเตือนใจเล็กๆ ว่า ไม่ใช่ทุกการแข่งขันจะต้องจริงจังกับการเป็นที่หนึ่งเสมอไป
บางครั้ง การได้ออกมาสนุก ได้พบปะผู้คน และมีเรื่องให้หัวเราะร่วมกัน ก็อาจเป็น “ชัยชนะ” ที่มีความหมายไม่แพ้ถ้วยรางวัล
ว่าแต่... หากประเทศไทยมีการแข่งขันแบบนี้ขึ้นมาบ้าง คุณคิดว่าสมาชิกสี่ขาที่บ้านจะเป็นสายไหน? สายพุ่งตรงเข้าเส้นชัย สายแวะทักเพื่อน สายยืนดูสถานการณ์ หรือสายเห็นขนมแล้วลืมการแข่งขันไปเลย?