3) แพทองธารต่อสู้ว่า หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ตนพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะเข้าทาง ฮุน เซน ที่สามารถกำหนดทิศทางการเมืองของประเทศไทยได้
ผู้เขียนเห็นว่า หากตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายของไทย แพทองธารต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีซึ่งมีผลทำให้รัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งไปด้วย ศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องสั่ง หากไม่สั่ง ศาลรัฐธรรมนูญจะกลายเป็นผู้ละเมิดรัฐธรรมนูญเสียเอง
เมื่อรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งไป รัฐธรรมนูญได้บัญญัติกลไกให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการให้มีนายกรัฐมนตรีคนใหม่และคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้าบริหารราชการแผ่นดินต่อเนื่องกันไป แม้อาจต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการจัดตั้งรัฐบาลก็ตาม กรณีเช่นนี้ จะได้เป็นบทเรียนแก่พรรคการเมืองในการคัดกรองบุคคลมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และเป็นบทเรียนแก่ประชาชนที่จะพิจารณาตัดสินใจในการใช้สิทธิหย่อนบัตรเลือกตั้ง สส. ต่อไป
4) แพทองธารขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยกเลิกมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัยตาม พรป. วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 71 ตามที่ผู้ร้องมีคําขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ตนหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคําวินิจฉัย
ผู้เขียนเห็นว่า คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้แพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยนั้น เป็นการสั่งตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 82 วรรคสอง ไม่ใช่สั่งตาม พรป. วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 มาตรา 71 ตามที่แพทองธารกล่าวอ้าง
5) ในท้ายที่สุด ผู้เขียนเห็นว่า นอกจากปัญหาว่า แพทองธารขาดความซื่อสัตย์สุจริตอันเป็นที่ประจักษ์หรือไม่แล้ว ในส่วนปัญหาการฝ่าฝืนจริยธรรมนั้น ศาลรัฐธรรมนูญน่าจะต้องพิจารณาว่า แพทองธารพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งเอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือไม่
ส่วนผู้เขียนเห็นว่า กรณีนี้เป็นเรื่องของจิ้งจอกเฒ่ากับลูกแกะ ส่งผลให้ทำลายเกียรติภูมิของนายกรัฐมนตรีไทย
เธอได้กระทำการที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนเป็นที่ดูแคลนของผู้คนทั้งภายในและระหว่างประเทศ