เกมการเมืองจะร้อนแรงเพียงใด จะต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ไม่อาจกระทำข้ามขั้นตอนได้
ในการฟอร์มทีม จัดตั้งรัฐบาลที่ผ่านมานายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีตกเก้าอี้ เพื่อไทย แกนนำจัดตั้งรัฐบาล ชิงความเก๋า ความได้เปรียบ กุมเสียงข้างมาก ชิงจัดตั้งรัฐบาลได้ โดยเรียกแกนนำพบปะพูดคุยบ้านจันทร์ส่องหล้า โดยให้ตำแหน่ง รมว.มหาดไทย แก่พรรคภูมิใจไทย ค่ายสีน้ำเงินไปครอง พอภายหลังเกิดเปลี่ยนใจ เกมเลยเปลี่ยน ทำให้ค่ายสีน้ำเงิน เป็นฝ่ายค้าน แต่กลับคุมเสียงข้างมาก เกมสภาสูงที่เรียกว่า “สว.สีน้ำเงิน” ทำให้ต่างใช้ ช่องทางองค์กรต่างๆเป็นเครื่องมือทำลายล้างศัตรูทางการเมือง
โดยใช้ฝ่ายนิติบัญญัติ องค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญ ตรวจสอบ ฝ่ายบริหาร ในขณะเดียวกันพรรคเพื่อไทย กระแทกกลับใช้หน่วยงาน ในกำกับดูแล เช่น ดีเอสไอ ตรวจสอบเช่นกัน ทำให้การเมืองร้อนแรง ผสมผสานกับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้เกิด “ตุลาการภิวัฒน์” ในแบบรัฐพันลึก มาแก้ปัญหาให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ แนวโน้มสูงในการเปลี่ยนม้ากลางศึก เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีคนใหม่
หากมองในแง่ คณิตศาสตร์ทางการเมือง เพื่อไทยยังคุมเกมอำนาจ คุมเสียงข้างมาก ในสภามากกว่า พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย พรรคฝ่ายค้าน แม้ที่ผ่านมาประลองเกมการเมืองโดยมีเสียงในสภาปริ่มน้ำ ทำให้สภาล่มบ่อย ครั้ง แม้ในการปรับเกมจัดตั้งรัฐบาลแข่ง จะมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล แห่งภูมิใจไทย เสนอตัวแข่งขัน โดยใช้โมเดลของพรรคประชาชนหรือไม่ก็ตาม แต่แนวโน้มสูง สมการคณิตศาสตร์ทางการเมืองไม่อาจรวบรวมเสียงข้างมากได้
เพราะตัวแปรหลัก พรรคขนาดกลาง อย่าง พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคกล้าธรรม พรรคชาติไทยพัฒนา ยังมีเถียรภาพมั่นคงกับพรรคเพื่อไทย
ส่วนว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ แกนนำอย่างพรรคเพื่อไทย ยังเหลืออีกหนึ่งคน คือ “นายชัยเกษม นิติสิริ” โดยพรรคเพื่อไทย จะมีมติเคาะ ให้ดำรงตำแหน่ง หรือว่าจะไปสนับสนุน ว่าที่นายกรัฐมนตรีจากพรรคการเมืองอื่นก็ได้ หากผลประโยชน์ลงตัวและตามข้อตกลงระหว่างกัน
ส่วนพรรคร่วมรัฐบาล อย่างพรรครวมไทยสร้างชาติ ลำดับ 2 ที่มี “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นว่าที่นายกรัฐมนตรี แต่ไม่ได้แสดงเจตนารมณ์ลาออกจากบัญชีพรรค แม้ว่าจะไปดำรงตำแหน่ง องคมนตรี ที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์ ถือว่าเป็นข้าราชการในพระองค์ ตามพระราชกฤษฎีกาจัดระเบียบราชการและการบริหารงานบุคคลในพระองค์ พ.ศ.2560 โดยหลักปกติ “ต้องมีความเป็นกลางทางการเมือง” ปัญหาว่า ขาดคุณสมบัติว่าที่นายกรัฐมนตรีหรือไม่ โดยรัฐธรรมนูญกำหนดเงื่อนไข ว่าที่นายกรัฐมนตรี จะต้องอยู่ในบัญชีรายชื่อ ในวันที่ กกต.ประกาศผลการเลือกตั้ง แม้ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ฯ จะไปเป็นองคมนตรีที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์ แต่ยังไม่ขาดคุณสมบัติ หากจะมาเป็นนายกรัฐมนตรี มีเงื่อนไขหลัก “ต้องลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี” ถึงจะมาจุ้นการเมืองได้ ขณะเดียวกัน ยังมีปัญหาจุดอ่อน ในเรื่องกรอบระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครบ 8 ปี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 158 วรรคสี่ แม้จะไม่ดำรงตำแหน่งต่อเนื่อง รัฐธรรมนูญบังคับให้นับเวลาต่อเนื่องกัน ซึ่งหลือเวลาแค่ปีกว่า
หากแกนนำเพื่อไทย ใช้เกมเลือก พล.อ.ประยุทธุ์ จันทร์โอชา มานั่งนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้น ยุบสภา มองในแง่กฎหมาย อาจกระทำได้ แต่ในแง่การเมือง ฝ่ายบริหารบริหารประเทศ ต้องการสร้างคะแนนนิยม เพื่อให้ชนะการเลือกตั้งในสมัยหน้า อาจเป็นจุดอ่อนของเพื่อไทยหากใช้เกมนี้ แต่การเมืองไทย “ลักษณะต่างตอบแทน” ย่อมเกิดขึ้นได้ เพราะหากไปดูตัวเลือกอย่าง นายชัยเกษม นิติสิริ ยังมีจุดอ่อนเรื่องปัญหาสุขภาพและมลทินมาตรา 112 หากเลือกนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ว่าที่นายกรัฐมนตรี พรรครวมไทยสร้างชาติ อาจสร้างความยุ่งยาก ทำให้เรือล่มระหว่างทาง เพราะ มีปัญหาในเรื่อง คุณสมบัติรัฐมนตรี โดย ป.ป.ช.อยู่ระหว่างไต่สวนและรอเชือด เรื่องทุจริตและฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ปมแจกถุงยังชีพและเป็นกรรมการบริษัทและถือหุ้นในบริษัทของตนเอง
ระยะเวลาสภาผู้แทนราษฎรถึงเดือนพฤษภาคม 2570 หากนับได้อีกปีกว่าๆ มีแนวโน้มฟอร์มทีมรัฐบาลใหม่ เพื่อไทยยังแกร่งเหนือฝ่ายค้าน อาจใช้เกมแห่งอำนาจเลือก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาขัดตาทัพ ทำให้ดีกรีการเมืองลดแรงปะทะลงและทำให้มวลชนต่อต้านลดลง ทำให้สถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาเงียบลง แล้วยุบสภา หรือ จะให้นายชัยเกษม นิติสิริ มาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้ แต่จะมีกระแสต่อต้านเป็นวงกว้าง ทำให้การเมืองไร้เสถียรภาพ เพราะนายชัยเกษมฯไม่มีเรือค้ำและไม่มี สส.อยู่ในค่าย ทำให้สภาล่มบ่อยแบบลากฉุดกันไป แต่อยู่ไม่ครบเทอม เพราะอาจเกิดพลิกเกมพรรคร่วมรัฐบาลถอนตัว นำไปสู่การยุบสภาในที่สุด