สิ่งที่ควรทำต่อคือ การเพิ่มจำนวนสลากเข้าสู่ระบบดิจิตัลให้มากพอ อย่างน้อย 50% ของสลากทั้งหมด หรือ 50 ล้านใบ ก็น่าจะมีผลทำให้ราคาสลากลงมาที่ 80 บาทได้ เรื่องนี้สำนักงานสลากฯ ควรทำโดยเร็ว แต่ก็ไม่ทราบว่า ด้วยเหตุผลอะไรถึงเพิ่มจำนวนสลากฯเข้าระบบได้ช้ามาก ทั้งที่เดินมาถูกทางแล้ว และก็ยังไม่เห็นความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องออกสลาก L6 มาซ้ำซ้อนกับสลากใบที่จำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน และดูมีแนวโน้มจะเกิดการ “ตีกิน” เติมจำนวนสลากเพิ่มเข้ามาอีก นอกเหนือจากสลาก 100 ล้านใบเดิม
“ในช่วงปลายรัฐบาลอย่างนี้ หากครม.มีมติที่ดูเป็นการทิ้งทวน เพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่าง จะทำให้รัฐบาลถูกครหาได้ กลายเป็นการจบที่ไม่สวยของรัฐบาลนี้ อีกทั้งเป็นการตอกย้ำว่าที่ เคยสัญญาว่าจะแก้ปัญหาสลากแพง 8 ปีผ่านไปยังทำไม่สำเร็จ และกลายเป็นยุคที่ทำให้หวยเฟื่องฟูมากที่สุด” นายธนากร กล่าวและกล่าวต่อ
“ประเด็นที่อยากตั้งข้อสังเกตคือ การอ้างว่า การจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ครั้งนี้ได้ทำตามกฎหมายนั้น พ.ร.บ.สลากกินแบ่งรัฐบาลกำหนดให้ การจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ต้องรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้เสีย และศึกษาผลกระทบทางสังคมก่อน ซึ่งสำนักงานสลากฯได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นดำเนินการในสองเรื่องนี้ แต่เท่าที่ทราบในช่วงที่มีการรับฟังความเห็นตามภูมิภาคต่าง ๆ มีเสียงคัดค้านค่อนข้างมากจากผู้ค้ารายย่อย รวมทั้งภาคประชาสังคม ขณะที่รายงานการศึกษาผลกระทบทางสังคม ก็ไม่ได้เผยแพร่ต่อสาธารณชน
ทำให้ดูเหมือนได้ทำแล้วเท่านั้น รับฟังแต่ไม่ได้ยิน และงุบงิบว่าการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ จะเกิดผลดีและประชาชนก็เห็นด้วย ที่ถูกแล้ว บอร์ดสลากควรต้องชี้แจงต่อข้อคัดค้านทั้งหมด และควรเปิดเผยรายงานการศึกษาผลกระทบทางสังคมให้ประชาชนได้ทราบ” นายธนากร กล่าวในที่สุด