ศุภจีเคลียร์ปมภาษีสหรัฐฯ 12.5% ดัน กม. สกัดแรงงานบังคับ
27 ก.ค. 2569 | titayu_pur

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ เผยเบื้องลึกเจรจาภาษีสหรัฐฯ 12.5% แจงปมขาดดุล-ทรานส์ชิปเมนต์ พร้อมเร่งคลอดกฎหมายสกัดสินค้าแรงงานบังคับ ลุ้นยกเว้นภาษีข้าวหอมมะลิ-ประมง
ข่าว
27 ก.ค. 2569 | titayu_pur

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ เผยเบื้องลึกเจรจาภาษีสหรัฐฯ 12.5% แจงปมขาดดุล-ทรานส์ชิปเมนต์ พร้อมเร่งคลอดกฎหมายสกัดสินค้าแรงงานบังคับ ลุ้นยกเว้นภาษีข้าวหอมมะลิ-ประมง
KEY
POINTS
27 กรกฎาคม 2569 ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยผลการเจรจาเคลียร์ปม ภาษีสหรัฐฯ อัตรา 12.5% ร่วมกับหัวหน้าทีมรับผิดชอบนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ โดยไทยเร่งผลักดันร่างกฎหมาย ตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานเพื่อสกัดปัญหา แรงงานบังคับ เตรียมชงสภาปลายเดือนสิงหาคมนี้ พร้อมเดินหน้าปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ ด้วยการปฏิเสธลงนามกรอบข้อตกลง ART ที่กระทบเกษตรกร มุ่งเป้าขยายสิทธิยกเว้นภาษีให้กลุ่ม สินค้าไทย อย่างข้าวหอมมะลิและประมงเพิ่มเติม
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ พบกับบรรณาธิการและคณะผู้สื่อข่าวในเครือเนชั่น เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์มาตรการภาษีสหรัฐฯ ซึ่งล่าสุดไทยถูกเรียกเก็บอัตราภาษี 12.5% สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นคู่แข่งทางการค้า ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย และกัมพูชา ทำให้หลายฝ่ายกังวลถึงผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทยในเซกเตอร์ต่างๆ
นางศุภจี ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากการเจรจาที่สหรัฐฯ กล่าวว่า สิ่งที่จะดำเนินการต่อไปมี 4 เรื่องหลัก คือ
1. นอกจากหารือกับผู้แทนการค้าสหรัฐฯ หรือ USTR ซึ่งดำเนินการมาโดยตลอด ครั้งนี้ได้หารือกับระดับนโยบายที่เป็นหัวหน้าทีมรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงของ โดนัลด์ ทรัมป์
ผลจากการหารือทำให้ฝ่ายสหรัฐฯ เข้าใจ โดยเฉพาะเรื่องที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับไทยเป็นจำนวนมาก โดยได้ชี้แจงว่า ตัวเลขที่แท้จริงอย่างน้อย 30% ที่ไทยได้ดุลสหรัฐฯ เป็นบริษัทอเมริกันที่มาลงทุนในประเทศไทย
2. ความเข้าใจของสหรัฐฯ คือ ไทยขาดดุลจีน แต่ได้ดุลอเมริกา โดยสหรัฐฯ เข้าใจว่าเกิดจากการที่ไทยให้สินค้าจีนใช้ไทยเป็นทางผ่านส่งเข้าไปยังสหรัฐฯ หรือที่เรียกว่า Transshipment
ประเด็นนี้ไทยชี้แจงว่า ไทยไม่ใช้การถ่ายลำสินค้า (Transshipment) จากจีนไปที่สหรัฐฯ
โดยฝ่ายสหรัฐฯ ขอให้ไทยยกตัวอย่าง ฝ่ายไทยจึงยกตัวอย่างรถยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี ซึ่งไทยนำเข้าจากจีนจำนวนมาก แต่ไม่มีรถอีวีจากไทยส่งไปจีนแม้แต่คันเดียว
3. พยายามโน้มน้าวให้สหรัฐฯ ทบทวนบทบาทของไทย เพราะในความเป็นจริงไทยลงทุนในสหรัฐฯ จำนวนมาก และมีข้อตกลงรวมถึงความสัมพันธ์อันยาวนานที่เป็นพิเศษต่อกันหลายเรื่อง
4. ยืนยันการซื้อสินค้าสหรัฐฯ ตามที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย (มี คุณพิชัย ชุณหวชิระ อดีตรองนายกฯ เป็นหัวหน้าคณะเจรจา) ได้ตกลงไว้
“เรามั่นใจว่าเราชี้แจงได้ เรามีที่มาที่ไปทุกเรื่อง และมีความตั้งใจลดการขาดดุลของอเมริกา แต่ไม่ใช่ซื้อของอย่างเดียว เรามีเรื่องการลงทุน และความร่วมมืออีกหลายอย่างที่มากกว่าประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมด” นางศุภจี ย้ำในวงสนทนา
นางศุภจี ยังเผยข้อมูลเชิงลึกว่า ไทยถูกมาตรการภาษีสหรัฐฯ 12.5% จากเรื่อง “แรงงานบังคับ” ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ มีการพิจารณากันมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน มีประเทศที่เข้าข่ายการพิจารณาหลายสิบประเทศ ไทยและเพื่อนบ้านก็เป็นหนึ่งในนั้น
จากนั้นสหรัฐฯ ให้ส่งคำชี้แจงเข้าไป ในส่วนของไทยยืนยันว่า การผลิตสินค้าของไทยไม่มีการใช้แรงงานบังคับ เพราะไทยมีกฎหมายป้องกันสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับซึ่งถูกส่งเข้ามาในประเทศไทย ฉะนั้นไทยจึงต้องเร่งผลักดันเรื่องนี้ ให้มีกฎหมายตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทาน หรือ Human Rights Due Diligence
เรื่องนี้รัฐบาลได้ดำเนินการไปแล้ว โดยกระทรวงยุติธรรมเป็นแม่งาน มีกระทรวงแรงงานเป็นฝ่ายเลขานุการ จะเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรทันทีในวาระแรก หลังเปิดสมัยประชุมรัฐสภา ปลายเดือนสิงหาคม
ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์และทำเนียบรัฐบาล ให้ข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมว่า จริงๆ แล้วการกำหนดอัตราภาษีของสหรัฐฯ ในส่วนของไทย เทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย และกัมพูชา ก็ไม่มีกฎหมายป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับเหมือนกัน แต่ประเทศเหล่านี้เจรจากับสหรัฐฯ ในเรื่อง “กรอบข้อตกลงต่างตอบแทนที่สหรัฐฯ ใช้เจรจากับประเทศคู่ค้า” หรือ ART จบแล้ว คือยอมลงนามทั้งหมด
กรอบข้อตกลงนี้ เรียกย่อๆ ว่า ART ย่อมาจาก Agreement on Reciprocal Trade
สาเหตุที่ไทยยังไม่ลงนาม เพราะมีข้อตกลงบางอย่างที่อ่อนไหวกับไทย ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิต และพี่น้องเกษตรกรไทย ฉะนั้นไทยจึงยังคงยืนอยู่บนหลักการ ไม่ยอมลงนามในกรอบข้อตกลง แต่พยายามเจรจาในมิติอื่นๆ แทน
สำหรับผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ล่าสุดนี้ การเจรจามีความคืบหน้าในทางบวก กล่าวคือ
เดิมไทยมีสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีจากสหรัฐฯ 1,655 รายการ
ปัจจุบันเพิ่มเป็น 2,120 รายการ โดยสินค้าที่ได้รับการยกเว้นคิดเป็น 67.5% ของทั้งหมด มูลค่า 5 หมื่นกว่าล้านบาท
ถ้ารวมมาตรการภาษี Section 232 หรือมาตรการภาษีเพื่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ด้วย ก็จะมีสินค้าไทยที่ได้รับการยกเว้นภาษีเพิ่มขึ้นอีก เหลือเพียง 28% เท่านั้นที่ถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูง สถานการณ์จึงไม่ได้น่าหนักใจมาก และกระทรวงพาณิชย์ต้องการเจรจาเพิ่มสินค้าในกลุ่มนี้ต่อไป และหวังว่า จะได้สิทธิประโยชน์ที่เป็นข้อยกเว้นนี้ทั้งหมด โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ และสินค้ากลุ่มประมง รวม 7 กลุ่มสินค้า