"วัชระพล" คิกออฟดัน "นมวัวแดง" บุก 6 ชาติ ขยายตลาดต่างประเทศ
27 ก.ค. 2569 | titayu_pur

รมช.เกษตรฯ "วัชระพล ขาวขำ" คิกออฟดัน "นมวัวแดง" ขยายตลาดต่างประเทศ นำร่อง 6 ชาติเอเชีย ดึงทูตเกษตรเจรจาการค้า หวังสร้างรายได้ให้เกษตรกรโคนมไทยมั่นคง
Business
27 ก.ค. 2569 | titayu_pur

รมช.เกษตรฯ "วัชระพล ขาวขำ" คิกออฟดัน "นมวัวแดง" ขยายตลาดต่างประเทศ นำร่อง 6 ชาติเอเชีย ดึงทูตเกษตรเจรจาการค้า หวังสร้างรายได้ให้เกษตรกรโคนมไทยมั่นคง
KEY
POINTS
27 กรกฎาคม 2569 นายวัชระพล ขาวขำ รมช.เกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมคิกออฟยุทธศาสตร์ขยายตลาดต่างประเทศเชิงรุก เพื่อยกระดับสินค้าแบรนด์ไทยสู่สากล โดยเร่งผลักดันการส่งออกนมวัวสดแท้ 100% ของ อ.ส.ค. หรือ แบรนด์นมวัวแดง มุ่งเป้าบุกตลาดใหญ่ 6 ประเทศนำร่องในภูมิภาคอาเซียนและเอเชีย พร้อมสั่งการให้ทูตเกษตรเร่งเจรจาข้อตกลง และจับคู่ธุรกิจกับตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่ เพื่อแก้ปัญหานมล้นสต็อก และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้เกษตรกร
นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมร่วมกับนางวัชรี วรรณศรี ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ค. และคณะ โดยมีนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายพงศ์ศรันย์ อัศวชัยโสภณ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวชยิกา วงศ์นภาจันทร์ และนายเดวิด มกรพงศ์ คณะทำงานรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เข้าร่วม
เพื่อหารือร่วมกับทูตเกษตรประจำสถานทูต และสถานกงสุลใหญ่ไทยในจีนและอินโดนีเซีย เพื่อเร่งเดินหน้าหาแนวทางขยายตลาดต่างประเทศ เพื่อให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ค. หรือนมวัวแดง สามารถยกระดับศักยภาพองค์กรสู่การแข่งขันในระดับสากล และเร่งระบายนมกล่องให้มากที่สุด
โดยกระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้สำนักงานเกษตรต่างประเทศทำงานเชิงรุก เพื่อสร้างโอกาสและความยั่งยืนให้แก่เกษตรกรโคนมไทย หลังพบว่า ปัจจุบัน อ.ส.ค. ยังไม่ได้ทำตลาดต่างประเทศ และยังคงพึ่งพาตลาดกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านเพียงเมียนม าและ สปป.ลาว เป็นหลัก ดังนั้น การประชุมครั้งนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นคิกออฟ (Kick-Off) เพื่อเปิดตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง
พร้อมตั้งเป้าผลักดันนมโคสดไทย ขยายฐานสู่ตลาดใหญ่ในภูมิภาคอาเซียน-เอเชีย เริ่มต้น 6 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และจีน เพราะเชื่อว่าผลิตภัณฑ์นมโคสดแท้ 100% ของไทยมีโอกาสเติบโตในตลาดต่างประเทศ
นายวัชระพล เปิดเผยว่า อ.ส.ค. เป็นองค์กรที่ผลิตนมโคคุณภาพดีจากนมแท้ 100% จากเกษตรกรไทย อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องมีการสร้างรายได้ใหม่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ตั้งแต่การปรับโครงสร้างราคา การออกสินค้าพรีเมียมที่มีมูลค่าเพิ่มในกลุ่มตลาด ที่เจริญเติบโตและเป็นที่ต้องการมากขึ้น ตลอดจนการขยายช่องทางการตลาด และการทำโปรโมชั่นในทุกระดับ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดเสรี ซึ่งตนมองเห็นโอกาสในการนำผลิตภัณฑ์นมโคไทย ไปสร้างรายได้ในตลาดต่างประเทศ
ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ ยังนัดหารือร่วมกับสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ (ทูตเกษตร) เพื่อหารือและผลักดันให้เกิดการเจรจาเงื่อนไขทางการค้า และเร่งแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านกฎระเบียบระหว่างประเทศ โดยมีเป้าหมายหลักในการเปิดตลาด “นมโคสด” ใน 6 ประเทศเริ่มต้น ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับประเทศไทย และได้เปรียบด้านระยะทางและการขนส่ง พร้อมมอบหมายให้ศึกษาและวิเคราะห์ตลาด เพื่อนำมาใช้ประกอบการวางแผนยุทธศาสตร์ ตั้งแต่สภาวะตลาดและราคาในพื้นที่เป้าหมาย ความต้องการของผู้บริโภค และผู้เล่นรายหลักในตลาดนมของแต่ละประเทศ โดยเห็นว่า ควรพิจารณาตลาดจีน พร้อมผลักดันให้เกิดการสร้างแบรนด์ และนำผลิตภัณฑ์แบรนด์ อ.ส.ค. เข้าสู่ตลาดอย่างเป็นรูปธรรม
โดยผลลัพธ์ของการประชุมนี้ ต้องการเห็นอัครราชทูตเกษตรจัดให้มีการจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) ระหว่าง อ.ส.ค. และตัวแทนจำหน่ายที่สนใจในแต่ละประเทศ นอกจากนี้ การเตรียมรุกตลาดประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย ยังเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการขยายไปสู่ตลาดฮาลาลอื่นในอนาคตอีกด้วย
“กระทรวงเกษตรฯ คือหน่วยงานที่ทำงานใกล้ชิดและเข้าใจเกษตรกรมากที่สุด วันนี้เราต้องเร่งทำงานเชิงรุก หากการจับคู่ทางธุรกิจนี้เกิดขึ้นและปิดการเจรจาได้เร็ว ก็จะช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรโคนมไทยได้อย่างมั่นคง โดยรัฐบาลพร้อมที่จะเป็นผู้สนับสนุน ผลักดัน และช่วย อ.ส.ค. ก้าวข้ามทุกอุปสรรคเพื่อขยายตลาดในต่างประเทศให้ได้มากที่สุด ซึ่งผมก็จะได้เดินทางร่วมคณะนายกรัฐมนตรีไปอินโดนีเซียเร็ว ๆ นี้ เพื่อติดตามความคืบหน้าการขึ้นทะเบียนนมโคสดที่อินโดนีเซียด้วย” นายวัชระพล กล่าว