“ผมเคยเชื่อว่า พิธาจะเป็นรัฐมนตรีที่ดีคนหนึ่ง แต่วันนี้ผมเลิกเชื่อไปแล้วว่า พิธาจะเป็นรัฐมนตรีที่ดี… แต่พิธาจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีที่สุด ไม่มีใครเหมาะสมไปกว่าพิธาในการเป็นผู้นำพาประเทศไทยออกจากความสิ้นหวัง จุดเทียนแห่งแสงสว่างให้กับประเทศไทย” ธนาธร กล่าวทิ้งท้าย
ขณะที่พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า อดีตโฆษกพรรคอนาคตใหม่ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพรรคก้าวไกล ปราศรัยบนเวทีหาเสียงพรรคก้าวไกล โดยเริ่มต้นว่า พรรคอนาคตใหม่ถูกยุบเมื่อ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ด้วยเสียงของคนเพียงไม่กี่คน ทำลายเสียงประชาชนกว่า 6,000,000 คน แม้ยอมรับว่า ตนรู้สึกแค้น แต่การยุบพรรควันนั้นทำให้เกิดพรรคก้าวไกลที่เดินหน้าทำงานในสภาฯ เกิดคณะก้าวหน้าที่ทำงานท้องถิ่นอย่างขยันขันแข็ง
พรรณิการ์ กล่าวว่า ส.ส.ก้าวไกลวันนี้ ดีกว่า ส.ส. อนาคตใหม่ เพราะ ส.ส. อนาคตใหม่ มีเวลาทำงานในสภาเพียง 1 ปี แต่ ส.ส.ก้าวไกลที่เหลืออยู่ในสภาฯ ทุกคน ทำงานหนักอย่างต่อเนื่องตลอด 4 ปี แม้ผู้คนจะบ่นว่า ยุบพรรคอนาคตใหม่ทำให้เสียปิยบุตร แสงกนกกุล ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พรรณิการ์ วานิชไป
แต่กลับทำให้ได้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ รังสิมันต์ โรม อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ศิริกัญญา ตันสกุล พิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ มาแทนที่ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า อนาคตใหม่ไม่ได้มีแค่ธนาธร ปิยบุตร พรรณิการ์ แต่อนาคตใหม่ ซึ่งตอนนี้คือ ก้าวไกล ทุกคนที่เป็น ส.ส. ได้ทำหน้าที่สมศักดิ์ศรีกับคำว่า ‘ผู้แทนราษฎร’ เป็นผู้แทนของคนตัวเล็กตัวน้อย และคนทุกกลุ่มในประเทศไทย
อดีตโฆษกพรรคอนาคตใหม่ กล่าวต่อว่า ถ้าไม่มี ส.ส.ก้าวไกล ประชาชนอาจต้องเสียงบประมาณมหาศาลเพื่อจะได้เรือดำน้ำ แต่ตอนนี้ มี ส.ส.พิจารณ์ รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล คอยอภิปรายติดตามความคืบหน้า ถ้าไม่มี ส.ส.ก้าวไกล คนไทยอาจจะไม่รู้ความสัมพันธ์ของผู้มีอำนาจกับทุนจีนสีเทา
การที่ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หอบหลักฐานให้รังสิมันต์ตรวจสอบ ก็เพราะทราบดีว่า พรรคก้าวไกลไม่มีนอกไม่มีในกับใคร หรือหากประเทศไทยไม่มีคณะก้าวหน้า ประเทศไทยวันนี้อาจยังไม่มีน้ำประปาดื่มได้ ซึ่งเทศบาลตำบลอาจสามารถ จ.ร้อยเอ็ด ใช้เวลาเพียง 99 วัน ลองคิดดูว่า นี่ขนาดพรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้าน ยังสามารถทำได้ขนาดนี้ หากได้เป็นรัฐบาล ภาคอีสานคงปูด้วยทองคำ
ที่ผ่านมา บางฝ่ายตั้งคำถามว่า พรรคก้าวไกลหรือ พิธาจะไหวหรือไม่ แต่ก็น่าคิดว่า ถ้าพิธาไม่ไหวจริงๆ ทำไมจึงมีเฟคนิวส์ใส่ร้ายพิธาทุกวัน เช่น เรื่องตัดงบบำนาญข้าราชการ ซึ่งพรรคก้าวไกลยืนยันหลายครั้งแล้วว่า ไม่มีนโยบายนี้ มีแต่เพิ่มบำนาญประชาชนจาก 600 เป็น 3,000 บาทต่อเดือนแบบถ้วนหน้า
“วันนี้อนาคตใหม่และก้าวไกลรวมตัวกัน ไม่ใช่เพราะกระแสตก แต่ถึงเวลาแล้วที่จะลั่นกลองรบ พวกเรากลับมาแล้ว ที่นี่ที่แรกที่ขอนแก่น เพื่อพิสูจน์ว่า ต่อให้ตัดสิทธิทางการเมืองของเราได้ แต่ไม่มีวันตัดสิทธิทางการเมืองของใครออกจากใจของประชาชน โดยเฉพาะในใจพี่น้องชาวอีสาน” อดีตโฆษกพรรคอนาคตใหม่ กล่าว
พรรณิการ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า เลือกตั้งครั้งนี้หลายคนถามว่า ก้าวไกลจะได้ ส.ส. เท่าอนาคตใหม่หรือไม่ เรื่องนี้พรรคไม่จำเป็นต้องเป็นคนตอบ เพราะคำตอบอยู่ในมือของพี่น้องประชาชน จึงต้องถามพี่น้องขอนแก่น พี่น้องคนอีสาน ให้ก้าวไกลมากกว่าอนาคตใหม่ ให้พิธามากกว่าให้ธนาธรได้หรือไม่ เพื่อให้ประเทศไทยการเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคต ส่งพิธาเป็นนายกรัฐมนตรี
ด้านนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า และผู้ช่วยหาเสียงของพรรคก้าวไกล เป็นผู้ขึ้นเวทีปิดท้ายการปราศรัยใหญ่ภาคอีสานของพรรคก้าวไกล โดยปิยบุตร ระบุว่า แม้พวกเราอดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ จะถูกยุบพรรคและตัดสิทธิ 10 ปี แต่เชื่อได้ว่า ความรักความผูกพันที่ประชาชนมอบให้เรามายังคงอยู่ ทำให้เรายังมีความรู้สึกว่ายังเป็นผู้แทนของประชาชนเสมอ วันนี้มาเป็นผู้ช่วยหาเสียงให้ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. พรรคก้าวไกล และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
ปิยบุตร กล่าวต่อว่า ในเดือน พ.ค. นี้ ประชาชนคนไทยจะได้หย่อนบัตรเลือกตั้งอีกครั้ง ซึ่งตนอยากชวนให้ทุกคนใช้บัตรเลือกตั้งในการเปลี่ยนสามสิ่งใหญ่ คือ
1) เปลี่ยนขั้วรัฐบาลให้ได้ เพราะ 8 ปีที่ผ่านมายาวนานเหลือเกินไปแล้ว แต่เราต้องอย่าหลงลืมไปจำเพาะเจาะจงแต่ พล.อ.ประยุทธ์ เท่านั้น เพราะ 3 ป. ยังมี “ป.ประวิตร” และ “ป.ป๊อก-อนุพงษ์” ด้วย โดยเฉพาะในการเลือกตั้งรอบนี้ เราต้องจับตาไปที่ พล.อ.ประวิตร เป็นพิเศษ
ที่ผ่านมา แม้ พล.อ.ประวิตร จะพยายามสร้างภาพว่า ในการเลือกตั้งงวดนี้ ตัวเองจะมาเป็นโซ่ข้อกลางก้าวข้ามความขัดแย้ง แต่นี่คือสิ่งที่ พล.อ.ประวิตร ไม่สามารถทำได้แน่นอน เพราะความขัดแย้งที่ผ่านมาในรอบสองทศวรรษตั้งแต่ปี 2548 มา ล้วนมี พล.อ.ประวิตรเป็นมูลเหตุหนึ่งของความขัดแย้งทั้งสิ้น
ทั้งในการสลายการชุมนุมเสื้อแดงปี 2553 การรัฐประหารปี 2557 ต่อมาก็ได้เป็นรัฐมนตรี ได้เป็นผู้ดูแล ส.ส. ที่มาสนับสนุนประยุทธ์เป็นนายกฯ สรุปเป็นอื่นไม่ได้เลยว่า อยากจะกินรวบตั้งแต่ต้นจนจบเท่านั้นเอง
ปิยบุตร ยังกล่าวต่อไปว่า สุดท้ายการปรองดองภายใต้ พล.อ.ประวิตร จะเป็นได้แค่การปรองดองจอมปลอมเท่านั้น เพราะการปรองดองต้องเกิดจากการยอมรับความจริง รู้ว่า ต้นเหตุของปัญหาอยู่ที่ไหน แก้ปัญหาได้อย่างถูกจุด ไม่ใช่การซุกขยะไว้ใต้พรม ไล่ยิง ไล่จับขังประชาชน แล้วบอกให้เลิกแล้วต่อกัน
ดังนั้น คนเดียวที่จะจัดการให้เกิดการปรองดองได้วันนี้ มีแต่ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกลเท่านั้น
2) เปลี่ยนรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมาสภาชุดนี้มีความพยายามแก้รัฐธรรมนูญหลายครั้ง แต่ก็ต้องติดอุปสรรคตลอด โดยเฉพาะจากวุฒิสภาที่แปลงร่างเป็นผู้ออกใบอนุญาตให้แก้รัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ล่าสุดพรรคก้าวไกลผลักดันให้ประชามติพร้อมวันเลือกตั้งก็ติดที่วุฒิสภา มาขวางการแก้รัฐธรรมนูญอีกแล้ว
ทางเดียวที่เราจะจัดการเรื่องนี้ได้ ต้องเลือก ส.ส. พรรคก้าวไกลเข้าไปให้มากที่สุด ให้เกิน 250-300 ให้เกิดแรงกดดันนี้จากเสียงของประชาชนเป็นผู้ลงมติอย่างล้นหลาม ที่จะนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญได้แน่นอน
3) เปลี่ยนประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีโครงสร้างปัญหาหลากหลายเรื่องราว เต็มไปด้วยปัญหาที่หมักหมมเรื้อรังมานานตั้งแต่ปี 2548 การแก้ปัญหาที่ผ่านมาเปรียบดั่งการซื้อยาแก้ปวดมากินไปครั้งคราว ทั้งที่ความจริงจะต้องใช้การผ่าตัดใหญ่ ด้วยการแก้ปัญหาให้ถึงที่โครงสร้าง
เช่น การจะกระจายอำนาจ ไม่ใช่โยนเงินให้ไปเป็นครั้งๆ แล้วจบ, เราต้องมีรัฐสวัสดิการ ไม่ใช่นโยบายแจกเงินแบบครั้งคราวเดี๋ยวก็หมด, เราต้องทลายทุนผูกขาด ที่กินรวบประเทศไทยทั้งโครงสร้าง ไม่ใช่มาลดแลกแจกแถมให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กเป็นเรื่องๆ ไป และเราต้องการการปฏิรูปที่ดิน ไม่ใช่การไปเดินแจกโฉนดชุมชนทีละที่ เป็นต้น
ปิยบุตร กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลไปที่ไหน ก็ถูกหาว่า ไม่แตะเรื่องปากท้อง จะแก้แต่เรื่องโครงสร้าง ทั้งที่ความจริงแล้วพรรคก้าวไกลมีนโยบายเต็มไปหมด ครบวงจรทั้งเรื่องเศรษฐกิจ สวัสดิการ ปากท้อง เพิ่มโอกาสให้ประชาชนเป็นผู้ประกอบการ เพราะเป็นเรื่องเดียวกันหมด
ทั้งนี้ ตนสังเกตได้ว่า คนที่พยายามพูดอยู่เสมอ ว่าปากท้องต้องมาก่อนโครงสร้าง คือ ผู้ที่รู้ดีอยู่แล้วว่า ก้าวไกลทำทั้งเรื่องปากท้องและโครงสร้าง รู้อยู่แล้วว่า รัฐบาลทำทุกเรื่องพร้อมกันได้หมด รู้อยู่แล้วว่า โครงสร้างมีปัญหา แต่จงใจละเลยไม่พูดถึงเรื่องโครงสร้าง เพราะกลัวจะเจอตอ พูดไปเดี๋ยวไม่ได้เป็น ส.ส. ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี
“นี่คือความกลัว รู้หมดว่า ปัญหาอยู่ที่ไหน รู้ว่า ก้าวไกลพูดทั้งสองเรื่องสัมพันธ์กัน แต่ที่ต้องบิดเบือนพูดอีกแบบก็เพราะจากก้นบึ้งหัวใจ พวกเขากลัวว่า ถ้าไปแตะเรื่องโครงสร้างแล้วจะไม่ได้เป็น ส.ส. ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี คนแบบนี้จะมาอาสาเป็น ส.ส. ได้อย่างไร ผู้แทนต้องมีความกล้าหาญ โอกาสมาเมื่อไรต้องทำทันที อย่าให้ความกลัวมาบดบัง ไม่เช่นนั้นรัฐบาลมากี่ชุดก็ได้แต่กินพาราแก้ปวด แล้วก็วนมาเจอปัญหาเดิม ๆ ทุกครั้งไป” ปิยบุตร กล่าว
ปิยบุตร ยังกล่าวต่ออีกว่า ตนเห็นหน้าสื่อข่าวการเมืองวันนี้ วันๆ มีแต่ข่าวการดึง ส.ส. พรรคนั้นพรรคนี้ มีแต่การแย่งตัวย้ายกันไปมา วันก่อนอยู่ฝ่ายสืบทอดอำนาจ แค่เปลี่ยนเสื้อก็มาเป็นฝ่ายประชาธิปไตยได้ทันทีแล้ว การเมืองแบบนี้คือ การเมืองของอดีต เลือกตั้งทีย้ายพรรคที เป็นแบบนี้มาหลายทศวรรษแล้ว
ไม่ก็มีแต่เรื่องเดิมๆ ว่าจะเอาประยุทธ์หรือไม่เอาประยุทธ์ ใครจะได้กลับบ้านหรือไม่ได้กลับบ้าน นี่คือ การเมืองของอดีต
ซึ่งต่างจากการเมืองแบบอนาคต ที่ต้องมุ่งมั่นไปแก้ปัญหาทั้งปากท้องและโครงสร้าง ดังนั้น ใครที่เบื่อแล้วกับการที่ประเทศไทยยังคงวนเวียนอยู่แต่กับเรื่องแบบนี้
มามุ่งมั่นตั้งใจเปลี่ยนประเทศไทยไปกับพรรคก้าวไกลดีกว่า ไม่มีพรรคไหนตอบโจทย์ปัญหาที่แท้จริงของอนาคตประเทศไทยได้ สร้างการเมืองแห่งความหวัง การเมืองแห่งอนาคต ได้เหมือนอย่างพรรคก้าวไกลอีกแล้ว
จากนั้นนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวปราศรัยบนเวทีหาเสียง ท่ามกลางประชาชนที่รอฟังอย่างคึกคัก มีใจความตอนหนึ่งว่า การที่เราทุกคนมารวมตัวกันวันนี้ พิสูจน์แล้วว่า การเมืองคือเรื่องของความเป็นไปได้ 4 ปีก่อน หลายคนตั้งคำถามว่า การทำการเมืองแบบอนาคตใหม่ ที่ไม่มีหัวคะแนน ที่คนธรรมดามาลง ส.ส. จะทำให้เราได้ ส.ส.สักกี่คน แต่สุดท้ายผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่เห็น
หรือการทำงานในสภาฯ ทั้งอภิปรายกระดุม 5 เม็ด หรือเรื่องตั๋วช้าง ที่ได้รับการยอมรับ พวกเราทำได้ เราพิสูจน์ว่า เขาพูดผิด ในการเลือกตั้ง 2562 ที่ขอนแก่น พรรคอนาคตใหม่ได้เกือบ 200,000 คะแนน เขต 1 ขอนแก่น ได้คะแนนมากกว่า 40% เจาะไข่แดงได้สำเร็จ
“เขากระทืบเราให้จมดิน แต่ไม่รู้เลยว่า เราคือเมล็ดพันธุ์ ยิ่งเหยียบ ยิ่งโต เขาเด็ดดอกไม้ได้ แต่หยุดฤดูใบไม้ผลิไม่ได้” นายพิธา กล่าว
นายพิธา กล่าวต่อว่า 2 เดือนก่อนหน้านี้ หลายคนบอกว่า เป็นไปไม่ได้ ที่แกนนำอดีตพรรคอนาคตใหม่ จะมาช่วยพรรคก้าวไกลหาเสียง แต่พวกเราคือ มิตรแท้ ผูกเสี่ยวกันไว้หมดแล้ว วันนี้เหลืออีกเพียงประมาณ 60 วันก่อนเลือกตั้ง อยากชวนให้ประชาชนเปลี่ยน 3ป เป็น 3P “พิธา-ปิยบุตร-พรรณิการ์” เลือกตั้งทั้งที อย่าแค่เปลี่ยนรัฐบาล แต่ต้องเปลี่ยนประเทศ กาก้าวไกล ให้ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม
ไม่เหมือนเดิม คือ การเมืองดี เลือกก้าวไกลให้ถล่มทลาย ส่งลุงกลับบ้านเลี้ยงหลาน ปิดสวิตช์ 3 ป ตนเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อไร ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ภายใน 100 วันแรกทันที
ปากท้องดี คือ เปลี่ยนให้ขอนแก่นไม่เหมือนเดิม ตลอดเวลาที่ผ่านมาวิสัยทัศน์ของตนสำหรับภาคอีสานไม่เคยเปลี่ยน และนับวันยิ่งชัดขึ้นเรื่อยๆ สรุปเป็น 3 คำนี้ คือ ‘ตัดตอน แต้มต่อ ตั้งตัว’
‘ตัดตอน’ คือ ตัดตอนทุนผูกขาด เราต้องเปลี่ยนแรงงานเป็นผู้ประกอบการ เป็นเถ้าแก่อีสานให้ได้ นโยบายก้าวไกล ขึ้นค่าแรงทันที 450 บาท ผลักดันกฎหมายสุราก้าวหน้า สร้างงานซ่อมประเทศไปด้วยกัน ‘แต้มต่อ’ คือ หวย SME ให้แต้มต่อแก่ร้านรายย่อย
เปลี่ยนใบเสร็จเป็นหวย ใครช่วยซื้อสินค้าจากรายย่อย ลุ้นได้เงินล้าน ‘ตั้งตัว’ คือ กองทุนตั้งตัว ให้เงินทุน SME ตั้งตัวรายละ 1 แสนบาท โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน 2 แสนรายต่อปี
มีอนาคต คือ คนขอนแก่นต้องกำหนดอนาคตตัวเองได้ ซึ่งจะมีอนาคตได้ ต้องกระจายอำนาจ ปลดล็อกท้องถิ่น
นายพิธา กล่าวต่อว่า ขอให้ประชาชนเลือกว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ขอนแก่น ของพรรคก้าวไกลทั้ง 11 คนเข้าสภาฯ ยืนยันไม่มีงูเห่าแน่นอน เพราะพรรคก้าวไกลมีเวลามากกว่าพรรคอนาคตใหม่ในการคัดสรรผู้สมัคร มีถึง 4 ด่าน คือ เขียนใบสมัคร สอบสัมภาษณ์ ผ่านหลักสูตรการเมือง และลงพื้นที่หาเสียง
ขอให้ประชาชนไว้ใจ เลือกพิธาเป็นนายกฯ เราจะมีการเมืองดี ปากท้องดี มีอนาคตไปด้วยกัน
สำหรับรายชื่อว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ขอนแก่น พรรคก้าวไกล จำนวน 11 เขต ประกอบด้วย
เขต 1 วีรนันท์ ฮวดศรี
เขต 2 อิทธิพล ชลธราศิริ
เขต 3 ชัชวาล อภิรักษ์มั่นคง
เขต 4 วุฒิรักษ์ แพงตาแก้ว
เขต 5 วิชัย อินทรประสิทธิ์
เขต 6 สานิตย์ พระโบราณ
เขต 7 รุ่งวิชิต คำงาม
เขต 8 อำนวย วิชาโคตร
เขต 9 วนัฏศนันท์ ธีรวรวรรณ
เขต 10 นิวัตร สระพรม
เขต 11 ณัฏฐณิชา สารบรรณ