เนชั่นทีวี

การเมือง

รทสช.หรือก้าวไกล...ใครจะหายจากสมการ?

20 ก.พ. 2566 | tinakit_rat

รทสช.หรือก้าวไกล...ใครจะหายจากสมการ?

สมการ “รัฐบาล 3 พรรค” โดยไม่มี รวมไทยสร้างชาติ และตัด “บิ๊กตู่”ออกจากสูตรอย่างชัดเจน ถ้าฟัง พิธา ให้สัมภาษณ์ จะพบว่าเป็นพรรคแรกที่ถูกดีดออก

แต่กระนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ พิธา ได้เป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลชุดใหม่จริงๆ เท่านั้น เพราะมีความเป็นไปได้เหมือนกันว่าพรรคก้าวไกล อาจจะเป็นพรรคแรกที่ถูกดีดออก แม้จะเป็นสูตรการจัดตั้งรัฐบาล ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำก็ตาม เพราะ

     1.เชื่อว่า ทักษิณ อยากกลับบ้าน พอๆ กับการทำให้พรรคเพื่อไทย กลับมามีอำนาจรัฐ หรือกล่าวอย่างตรงไปตรงมาก็คือ ความพยายามกลับมามีอำนาจของเพื่อไทย ก็เพื่อเปิดทางให้ทักษิณกลับบ้านได้นั่นเอง

แต่บทบาทของพรรคก้าวไกล โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวกระทบกับสถาบันหลักของชาติ ทำให้ฝ่ายความมั่นคงไม่สบายใจ และเป็นที่รู้ๆ กันดีว่า บ้านเรา..ฝ่ายความมั่นคงมีบทบาทมากขนาดไหนในบ้านเมือง ฉะนั้นเรื่องนี้จึงต้องขีดเส้นใต้ 2 เส้น และเชื่อว่าเป็นประเด็นละเอียดอ่อนที่ ทักษิณก็น่าจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์

     2.การที่ทักษิณเคยพูดทำนองว่า พรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล แค่ 2 พรรคก็เกิน 250 แล้วนั้น เป็นการพูดแนวๆ ขู่ว่าจะจับมือกับก้าวไกลมากกว่า แต่ทักษิณไม่เคยพูดชัดเจนตรงไปตรงมาว่า จะตั้งรัฐบาลกับพรรคก้าวไกลแน่ๆ ผิดกับฝั่งก้าวไกลที่พยายามพูดเปิดทางว่า พร้อมตั้งรัฐบาลกับเพื่อไทย

ทำนองเดียวกัน ทักษิณก็ไม่เคยปฏิเสธว่า จะไม่จับมือต้ังรัฐบาลกับพลังประชารัฐ ได้แต่พูดอ้อมๆ เลี่ยงไปเลี่ยงมา แม้จะถูก จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ท้าแล้วท้าอีกก็ตาม

     3.แท้ที่จริงแล้ว พรรคก้าวไกลคือ คู่แข่งสำคัญที่สุดของเพื่อไทย ที่น่าจะแข่งกันดุเดือดในสนามเลือกตั้ง และมีโอกาสสูงมากที่เพื่อไทยจะเสียเก้าอี้ให้ก้าวไกล มากกว่าภูมิใจไทย ในพื้นที่เป้าหมาย คือ ภาคอีสาน เหนือ และกทม. โดยเฉพาะกทม. และหัวเมืองใหญ่ที่มีมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ทั้งหมด

ฉะนั้นเมื่อลงสนามจริง สองพรรคนี้มีแต่จะฟาดฟันกัน และไม่น่าจะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลได้ เพราะมีฐานเสียงเดียวกัน อยู่คนละฝั่งจะดีกว่าในทางการเมืองระยะยาว เพราะอยู่ด้วยกันก็ขบเหลี่ยมกัน เหมือนเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้

ทักษิณ ชินวัตร

     4.ทีมยุทธศาสตร์ และแกนนำพรรคเพื่อไทย แม้จะไม่พูดตรงๆ แต่รู้กันดี และปิดไม่มิดว่า พรรคก้าวไกลคือพรรคสุดท้ายที่จะจับมือในการจัดตั้งรัฐบาล ส่วนพรรครองสุดท้าย คือ ภูมิใจไทย เพราะแค้นฝั่งหุ่น แค้นครั้งเก่า ว่าด้วย “มันจบแล้วครับนาย”

     5.การร่วมรัฐบาลกับพรรคการเมืองอื่น โดยเฉพาะพลังประชารัฐ หรือแม้แต่ภูมิใจไทย เพื่อไทยสามารถ “คุม” และ “คุย” ง่ายกว่าก้าวไกล เพราะเป็นนักการเมืองสายพันธุ์ใกล้เคียงกัน ส่วนใหญ่เคยสังกัดไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทยมาก่อนทั้งสิ้น

ผิดกับก้าวไกล ที่มีวิธีการทำงานแตกต่าง ไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม และท้าชนสถาบันหลักของชาติทุกสถาบัน แม้ตอนนี้จะเพลาๆ ลงไปบ้าง เนื่องจากใกล้เลือกตั้ง แต่หลายคนกังวลว่า เป็นการเพลาลงในทางยุทธศาสตร์​เฉพาะหน้า แต่หากมีอำนาจ ก็จะกลับมาเร่งเครื่องอีกครั้ง

ที่สำคัญ จากการสำรวจความเห็นชาวบ้านในต่างจังหวัด ที่ไม่ใช่ในอำเภอเมือง หรือเมืองมหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่กลัวบทบาทพรรคก้าวไกล เพราะเกรงจะสร้างความวุ่นวาย และยังไม่อยากเห็นประเทศไทยเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน หรือพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน โดยเฉพาะสถาบันหลักของชาติ

     6.การทำงานในฐานะรัฐบาลจะมีปัญหากับข้าราชการ และระบบราชการโดยรวม เพราะแนวทางของพรรคก้าวไกล กระทบกับระบบราชการอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการยุบเลิกราชการส่วนภูมิภาค โดยใช้การทำประชามติจากพี่น้องประชาชน ซึ่งจะทำให้เกิดความเห็นที่แตกต่าง และถกเถียงกันอย่างรุนแรง ลุกลามได้เหมือนกัน

ล่าสุดภาคราชการ จับมือกับวุฒิสภา จัดสัมนาเรื่อง “ทิศทางและรูปแบบการบริหารราชการแผ่นดินในภูมิภาค (การมอบอำนาจและกระจายอำนาจ)” ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2566 จัดโดยคณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน วุฒิสภา นี่คือสัญญาณหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า ภาคราชการ และวุฒิสภา ซึ่งเป็นตัวแทนของระบบราชการปัจจุบัน ไม่ยอมในเรื่องนี้ง่ายๆ

นอกเสียจากว่า พรรคก้าวไกล จะแลนด์สไลด์!!

รทสช.หรือก้าวไกล...ใครจะหายจากสมการ?

รทสช.หรือก้าวไกล...ใครจะหายจากสมการ?

ข่าวล่าสุด