ภายหลังปี 2000 เป็นต้นมาหลังร้างลาไปนานจากวงการมานาน คาเมนไรเดอร์ก็ถูกหยิบมาปัดฝุ่น ภายใต้ซีรีย์ใหม่อย่าง คาเมนไรเดอร์คูกะ ผสมผสานความคลาสสิกเข้ากับความร่วมสมัยเข้ากับลูกเล่นที่มากขึ้น ทั้งในด้านเทคนิคการถ่ายทำ ฉากแอ็คชั่น รวมถึงเนื้อเรื่องเน้นไปในเชิงสอบสวน ถือเป็นการย้อนคืนตำนานและเปิดศักราชหน้าใหม่แห่งคาเมนไรเดอร์อย่างแท้จริง
พัฒนาการมากมายเกิดขึ้นในช่วงนี้ มีตั้งแต่การเพิ่มความเข้มข้นจริงจังในเนื้อหาและการดำเนินเรื่องใน คาเมนไรเดอร์อากิโตะ และการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของคาเมนไรเดอร์ให้ไม่ต้องเป็นคนดีเสมอไปใน คาเมนไรเดอร์ริวคิ การเพิ่มบทบาทเนื้อเรื่องกับมิติของตัวละคร ไม่ว่าจะเป็นตัวเอกหรือปีศาจในคาเมนไรเดอร์แต่ละภาคให้มีความเป็นมนุษย์ยิ่งขึ้น
นั่นทำให้คาเมนไรเดอร์ยุคหลังปี 2000 เป็นต้นมาไรเดอร์เริ่มมีภาพลักษณ์เปลี่ยนไป จากฮีโร่ผู้ผดุงความยุติธรรมสู่มนุษย์เดินดิน มีผิดพลาด อ่อนแอ ตกลงสู่ด้านชั่วร้าย เช่นเดียวกับปีศาจในเรื่องถูกเพิ่มน้ำหนักให้จนมีชีวิตจิตใจ บอกเล่าในฐานะของเหยื่อจากสิ่งอื่นหรือถูกบังคับให้ทำเรื่องร้าย สร้างมิติการนำเสนอรูปแบบใหม่แก่ซีรีย์คาเมนไรเดอร์อย่างแท้จริง
แต่สิ่งเหล่านี้แลกมากับความคลาสสิกในยุคเก่าบางส่วนเริ่มจางหาย เช่น ฉากสตั๊นแอ็คชั่นเริ่มลดบทบาทจากการเข้ามาแทนที่ด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิก, เนื้อเรื่องถูกปรับเปลี่ยนจากความตั้งใจเดิมด้วยอิทธิพลของสปอนเซอร์, จำนวนของเล่นวางขายมากมายเพื่อเป็นช่องทางการทำกำไร และมอเตอร์ไซค์ที่เคยเป็นสัญลักษณ์คู่กายคาเมนไรเดอร์ถูกลดความสำคัญลง
ถือเป็นเรื่องช่วยไม่ได้เมื่อครั้งแรกที่ซีรีย์คาเมนไรเดอร์ออกอากาศคือ 7 กันยายน 1971 นับจากวันนี้เป็นเวลากว่า 50 ปี ช่วงเวลาครึ่งศตวรรษมากพอเปลี่ยนผ่านค่านิยม สังคม และผู้คนโดยสิ้นเชิง นั่นทำให้การขี่มอเตอร์ไซค์ไม่ใช่เรื่องดูดีหรือเท่ในสายตาคนส่วนมากอีกต่อไป บรรดาผู้รับบทตัวเอกเปลี่ยนจากสตั๊นแมนมาดเท่ดูเก่งกาจมาเน้นหน้าตากับการแสดงมากขึ้น รวมถึงบทบาทในเรื่องจากอัจฉริยะยอดนักสู้มาเป็นคนทั่วไป ไม่ว่าเด็กวัด ดาราตลก หรือล่าสุดเจ้าของโรงอาบน้ำสาธารณะ
นั่นคือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับซีรีย์คาเมนไรเดอร์ จากที่ออกฉายครั้งในแรกในยุคโชวะ นำกลับมาถ่ายทอดอีกครั้งในยุคเฮเซย์หลายสิ่งจึงเปลี่ยนไป และภายหลังสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะสละราชสมบัติให้แก่สมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ ในวันที่ 1พฤษภาคม 2019 เป็นต้นมาก็เข้าสู่ยุคเรวะ ถือเป็นการผลัดเปลี่ยนสู่ฟ้าใหม่ที่จะนำญี่ปุ่นสู่ก้าวต่อไป
น่าเสียดายสิ่งแรกที่รอต้อนรับยุคสมัยใหม่ครั้งนี้คือโรคระบาดร้ายแรงโควิด-19 ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างเป็นไปอย่างไม่ราบรื่น แต่นั่นก็ถือเป็นความท้าทายจากยุคสมัยใหม่ต่อซีรีย์คาเมนไรเดอร์ ว่าจะสามารถปรับตัวอยู่รอดในยุคนี้ และนำเสนอความเปลี่ยนแปลงหรือเรื่องราวแบบใด
ดังที่กำลังเกิดขึ้นภายในคาเมนไรเดอร์รีไวซ์ที่เรากำลังจะพูดถึงกันนับจากนี้
คาเมนไรเดอร์รีไวซ์ ฉลองครบรอบห้าสิบปีภายใต้โควิด-19
คาเมนไรเดอร์รีไวซ์ตอนแรกเริ่มต้นด้วยการขุดค้นโบราณสถาน จนไปเจอวัตถุโบราณอย่างแสตมป์ประหลาด เมื่อทำการประทับมันใส่ร่างกายจะเกิดเป็นต้นกำเนิดของปีศาจในเรื่อง พร้อมองค์กรต่อกรปีศาจสร้างอุปกรณ์ต่อต้านปีศาจขึ้นมาจากสแตมป์โดยอาศัยหลักการ “ใช้ปีศาจสู้กับปีศาจ” โดยมีอุปกรณ์แปลงร่างและสร้างปีศาจฝั่งตัวเองขึ้นมาตอบโต้ นำไปสู่การแปลงร่างแบบจับผลัดจับผลูของตัวเอกที่ต้องการปกป้องครอบครัวโดยอาศัยปีศาจในตัว นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นภายในตอนแรก
สำหรับแฟนคาเมนไรเดอร์ด้วยกันถือเป็นภาคที่ชวนให้นึกย้อนถึงความหลังมากมาย แต่เมื่อลองมองเจาะลึกลงไปในรายละเอียดแท้จริงคาเมนไรเดอร์รีไวซ์ ถือเป็นภาคที่หยิบยกบริบทสังคมออกมาถ่ายทอดได้อย่างแนบเนียนรวมถึงสถานการณ์โควิด-19ในปัจจุบัน
หนึ่งในฉากเซ็ทติ้งสำคัญในเรื่องหรือบ้านของตัวเอกคือโรงอาบน้ำสาธารณะ ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19มากที่สุด เพราะเป็นสถานที่รวมตัวใกล้ชิดและเกิดการแพร่ระบาดของโรคได้ง่าย ทำให้ภายในญี่ปุ่นธุรกิจโรงอาบน้ำสาธารณะได้รับผลกระทบสาหัส หลายแห่งที่สภาพการเงินไม่ดีอยู่ก่อนจึงล้มหายต้องปิดตัวลงอย่างช่วยไม่ได้
ธุรกิจโรงอาบน้ำสาธารณะคือวัฒนธรรมดั้งเดิมที่เห็นได้บ่อยครั้งในสังคมญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันหลายแห่งประสับปัญหามีคนรุ่นใหม่เข้าไปใช้บริการน้อยลง จากการที่บ้านสมัยใหม่มีห้องอาบน้ำมากขึ้นจนกลุ่มลูกค้าหลักเป็นผู้สูงอายุ การนำโรงอาบน้ำมาถ่ายทอดผ่านสื่อสำหรับเด็กอย่างคาเมนไรเดอร์ เพื่อให้คนรุ่นใหม่เกิดความสนใจวัฒนธรรมดั้งเดิม ถือเป็นการรักษาและอนุรักษ์สิ่งเหล่าน้ไว้ในทางหนึ่ง รวมถึงช่วยธุรกิจที่กำลังจะตายจากโควิด-19ให้ได้รับความสนใจมากขึ้นอีกด้วย
ต่อมาคือการใช้แสตมป์เป็นกิมมิคอุปกรณ์หลักสำหรับแปลงร่าง แม้จะบอกว่าเป็นแสตมป์แต่มีหน้าตาคล้ายตราประทับมากกว่า แต่เมื่อลองดูฉากระหว่างการแปลงร่างให้ดีจะเห็นว่า มีหน้าจอคล้ายการแชทส่งข้อความพูดคุยระหว่างตัวเอกและปีศาจโผล่มา จึงเริ่มเข้าใจว่าแสตมป์ที่ว่านอกจากตราประทับยังหมายถึง สติ๊กเกอร์ที่ใช้กันในแอปพลิเคชั่น LINE
ถือเป็นการแสดงค่านิยมด้านโซเชี่ยลมีเดียของคนญี่ปุ่น ไลน์คือแอปพลิเคชั่นได้รับความนิยมสูงสุด มีผู้ใช้งานเดือนละกว่า 50 ล้านคนคิดเป็นจำนวน 40% ของประชากรทั้งประเทศ ด้วยคุณสมบัติการสนทนาค่อนข้างเป็นส่วนตัวมากกว่าโซเชี่ยลมีเดียประเภทอื่น ประกอบกับความหลากหลายของสติ๊กเกอร์ตัวการ์ตูนจึงครองใจชาวญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก
สุดท้ายการใช้ปีศาจสู้ปีศาจในเรื่อง เมื่อย้อนคิดมันคือสิ่งที่ทั้งโลกกำลังทำอยู่ตอนนี้นั่นคือ การใช้วัคซีนที่ต้องอาศัยการศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจไวรัสแล้วจึงนำมาใช้งานเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ดังนั้นจะกล่าวว่านี่คือภาพแทนอีกส่วนภายใต้การระบาดของโควิด-19ภายในซีรีย์คาเมนไรเดอร์ เป็นการถ่ายทอดบริบททางสังคมทำให้เด็กๆ ไม่กลัวการต้องวัคซีนคงไม่ผิด สังเกตจากตัวปีศาจของพระเอกอย่างไวซ์ ที่ถึงบอกตัวเองเป็นปีศาจแต่ค่อนข้างเป็นมิตรและพูดคุยกับคนดูอยู่ตลอด
นั่นคือสิ่งที่เราได้รับการถ่ายทอดบอกเล่าหลังคาเมนไรเดอร์รีไวซ์ออกฉายตอนแรก แน่นอนเนื้อหาที่ต้องการถ่ายทอดบอกเล่าสะท้อนออกมาสู่ผู้คนอาจมีมากกว่านี้ นั่นคือเรื่องที่รอให้ผู้ชมเข้ามารับชม ร่วมค้นหาว่าเบื้องหลังฮีโร่ในดวงใจซุกซ่อนประเด็นและบริบททางสังคมไว้แค่ไหน
แต่ที่เราคาดหวังมากที่สุดคือการที่ซีรีย์คาเมนไรเดอร์เรื่องนี้จะสร้างสีสันและความสนุกสนานให้เราเพียงใด
เกรียงไกร เรืองทรัพย์เดช
--------------------
ที่มา: