การวัดค่าออกซิเจน คือ การวัดระดับความอิ่มตัวของออกซิเจนจากจังหวะการเต้นของเส้นเลือด (Oxigen saturation from pulse oximetry) ภาษาแพทย์ เรียกว่า “วัดแซท” โดยใช้อุปกรณ์มาหนีบบนปลายนิ้วชี้ เพื่อวัดประสิทธิภาพการทำงานของปอด หากปอดยังทำงานได้ดี ควรวัดแซทออกมาได้ 96% ขี้นไป แต่ถ้าน้อยกว่านั้น แสดงว่าปอดกำลังจะแย่ จำเป็นต้องให้ออกซิเจน
การให้ออกซิเจน จะปล่อยออกซิเจนเข้าสู่ปอด จนกว่าตัวเลขอยู่ระหว่าง 94-96% แต่ถ้าตัวเลขยังไม่สูงกว่า 92 % มักจับผู้ป่วยนอนคว่ำ เพื่อให้การแลกเปลี่ยนก๊าซดีขึ้น แต่หากตัวเลขยังไม่ขึ้นอีก ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล
เมื่อเข้าสู่ภาวะวิกฤติ เปรียบเสมือนนาฬิกาที่เริ่มนับถอยหลัง เพราะเมื่อปอดอักเสบรุนแรง ปอดจะเสียหายมาก จนทำงานต่อไม่ได้ ทำให้ไม่มีออกซิเจนไปเลี้ยงสมองและร่างกายส่วนอื่นๆ จากนั้นระบบต่างๆในร่างกายจะล้มเหลว กระทั่งผู้ป่วยเสียชีวิต
นี่คือความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยในเฮือกสุดท้ายของชีวิต และเมื่อปอดสู้ไม่ไหวก็ไม่มีอะไหล่ใดๆ มาทำหน้าที่ทดแทน เพื่อต่อลมหายใจเราได้อีก
หายจากโควิด แต่ปอดไม่เหมือนเดิม?
แม้ตอนนี้สถานการณ์โควิด 19 ในประเทศไทยมีสัญญาณดีขึ้น จากยอดผู้หายป่วยแต่ละวัน สูงแซงหน้ายอดผู้ติดเชื้อใหม่มาได้พักใหญ่ มีรายงานว่า กลุ่มคนหายป่วยหลายคนมีอาการข้างเคียง ที่เรียกว่า “ลองโควิด (Long Covid)” มักเกิดกับกลุ่มผู้ป่วยกลุ่มสีแดงที่ผ่านช่วงวิกฤตมาได้
อาการลองโควิด มีตั้งแต่ อ่อนเพลียเรื้อรัง ปวดศีรษะ สมาธิลดลง ความจำผิดปกติ ไอ เจ็บแน่นหน้าอก ปวดกล้ามเนื้อ ข้อต่อ ท้องเสีย จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส ตลอดจนซึมเศร้า เครียด วิตกกังวล บางคนอาจมีอาการแทรกซ้อน เช่น กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ สมองล้า ภาวะพร่องทางระบบประสาทอัตโนมัติ โรคนอนไม่หลับ เป็นต้น
ขณะเดียวกัน อวัยวะที่ต่อสู้กับไวรัสร้ายมาตลอดอย่าง “ปอด” หลังฟื้นตัวจากการอักเสบ กลับพบว่าทำงานได้ไม่ดีเท่าเดิม
ปอดที่ทำงานปกติ จะยืดหยุ่น แต่เมื่อเชื้อโควิดลงปอด และเกิดการอักเสบ ปอดจะเริ่มแข็งและอาจเกิดรอยโรคอย่างแผลหรือพังผืดต่างๆ ในเนื้อปอด ส่งผลให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ไม่เต็มที่ ผู้ป่วยจึงเหนื่อยง่ายกว่าปกติ หายใจไม่เต็มปอด และมีอาการอื่นๆ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
แม้ภาวะลองโควิดยังไม่มีการสรุปถึงเกิดเพราะอะไรแต่ข่าวดีคือ เรายังสามารถฟื้นฟูปอดให้กลับมาแข็งแรงได้ ด้วยการออกกำลังกายเบาๆ แต่ช่วงแรกต้องระวังไม่ให้ปอดทำงานหนักเกินไป
ปอดฟิต ช่วยเราต่อสู้โควิดได้
ไม่ว่าคุณจะเคย หรือไม่เคยป่วยจากโควิด 19 ไม่ว่าคุณเคยมีหรือไม่มีอาการปอดอักเสบ ทุกคนจำเป็นต้องใส่ใจกับสุขภาพปอดมากขึ้น เพราะเมื่อปอดเราแข็งแรงแต่เนิ่นๆ ก็เปรียบเสมือนการลงทุนระยะยาว ที่ทำให้เราไม่เจ็บป่วยง่าย
มีงานวิจัยชิ้นหนึ่ง ที่ถูกตีพิมพ์ใน British journal of sport medicine เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2564 ศึกษาว่าการออกกำลังกายมีผลต่ออาการป่วยเมื่อติดเชื้อโควิด 19 อย่างไร
มีการแบ่งผู้ป่วยโควิด-19 ในสหรัฐ จำนวน 48,440 ราย ออกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ
กลุ่มที่ 1 ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอตามมาตรฐาน
กลุ่มที่ 2 ออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอหรือต่ำกว่ามาตรฐาน
กลุ่มที่ 3 ไม่ออกกำลังกายเลย
จากการศึกษาพบว่า กลุ่มที่ 1 คนที่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอตามมาตรฐาน คือ คาร์ดิโอสัปดาห์ละ 150 นาทีขึ้นไป เมื่อติดเชื้อโควิด 19 จะได้เปรียบกว่าทุกกลุ่ม เพราะ พบ % ความเสี่ยง ที่ต้องเข้าโรงพยาบาล, รักษาตัวในไอซียู หรือเสียชีวิต ต่ำกว่าอีก 2 กลุ่มที่เหลือ
แน่นอนว่า กลุ่มที่ 3 ไม่ออกกำลังกายเลย คือกลุ่มที่เสี่ยงเสียชีวิตจากโควิด 19 ได้มากที่สุด เพราะเมื่อติดเชื้อและต้องเข้าโรงพยาบาลแล้ว มีโอกาสสูงถึง 20% ที่จะไม่ได้กลับบ้านอีกเลย เป็นตัวเลขที่น่ากลัวมาก
ข้อแนะนำในการดูแลสุขภาพปอดให้แข็งแรง
ออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เช่น วิ่ง เดิน ปั่นจักรยาน สัปดาห์ละอย่างน้อย 150 - 200 นาที เพื่อทำให้กล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการหายใจแข็งแรงขึ้น เมื่อปอดอักเสบเกิดการอักเสบจากภาวะกระตุ้นใดๆ ปอดจะทนทานต่อภาวะแลกเปลี่ยนก๊าซที่ผิดปกติได้นานขึ้น
หลีกเลี่ยงการสูดควันพิษ และมลภาวะทางอากาศ เพราะจะทำให้ปอดเกิดการระคายเคือง เยื่อบุผิวในปอดและหลอดลมถูกทำลาย เมื่อมีเชื้อโรคเข้าสู่ปอดจึงมีโอกาสที่เชื้อนั้นจะไปถึงส่วนที่ลึกที่สุดของปอดได้
นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ทำจิตใจและอารมณ์ให้แจ่มใส ไม่เครียด เพื่อช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน
สรุป
มาถึงวันนี้ ใครที่ดูแลสุขภาพเป็นทุนเดิม ออกกำลังกายให้ปอดฟิตแข็งแรง คงรู้สึกโชคดีว่านี่คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะผลตอบแทนที่ได้มาคือชีวิตที่อยู่รอดปลอดภัยในสถานการณ์โควิดแบบนี้ แต่เราก็ยังไม่ควรประมาท เพราะสงครามโควิดยังไม่จบ ตัวเลขศพผู้เสียชีวิตทั่วโลกยังพุ่งไม่หยุด อนาคตโควิดอาจไม่หายไปจากโลก มันอาจกลายเป็นไข้หวัดประจำฤดูที่มีวัคซีนป้องกันได้ แต่ใครจะรู้ว่าธรรมชาติอาจจะรังสรรค์ภัยคุกคามใหม่ๆ ออกมาทำลายล้างชีวิตมนุษย์ได้อีก
ไม่มีใครตอบได้
ลลิตา มั่งสูงเนิน
--------------------
อ้างอิง: