3 ปีให้หลัง อเมริกาก็ต้องปวดหัวอีกครั้ง เมื่อสหภาพโซเวียตสามารถส่ง ยูริ กาการิน มนุษย์คนแรกออกไปยังนอกโลก โดยเที่ยวบินนั้นเขาได้ใช้เวลาอยู่นอกโลกราว 108 นาที ... ในปีเดียวกันนั้นเองประธานาธิบดี จอห์น เอฟ เคนเนดี้ ออกมากล่าวถ้อยแถลงถึงจุดยืนของประเทศซึ่งส่งผลต่อประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
‘สหรัฐอเมริกาจะพามนุษย์ไปยังดวงจันทร์’
และในปี ค.ศ.1968 นีล อาร์มสตรอง ได้ฝากรอยเท้าของเขาไว้บนผืนดวงจันทร์ได้สำเร็จ!
การแข่งขันเพื่อแย่งชิงความเป็นหนึ่งในการสำรวจอวกาศระหว่างสองประเทศดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ต่างฝ่ายต่างเพลี่ยงพล้ำและชนะผลัดกันไป
ในขณะเดียวกันทั้งสองประเทศก็เก็บงำเทคโนโลยีของตนเองไว้เป็นความลับอย่างขีดสุด โดยเฉพาะในฝั่งของสหภาพโซเวียต
กว่าที่ชื่อของ เซียร์เกย์ โคโรเลฟ หัวหน้าวิศวกรจรวดและนักออกแบบยานอวกาศ ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของสหภาพโซเวียตที่สามารถเอาชนะสหรัฐอเมริกาได้ในช่วงออกตัว จะได้รับการรู้จักจากโลก ก็หลังจากที่เขาเสียชีวิตในปีค.ศ.1966 แล้ว ซึ่งเป็นเวลากว่าเก้าปีหลังจากที่เขาสามารถส่งยานสปุตนิก 1 ขึ้นสู่วงโคจร!
22 ปีของการแข่งขันระหว่างทั้งสองประเทศดุเดือดเลือดพล่าน แม้สงครามโลกครั้งที่ 2 จะยุติมาเนิ่นนานแล้วก็ตาม จนเกิดโครงการทดสอบอะพอลโล-โซยุซ ในปี ค.ศ.1975 ซึ่งเป็นการร่วมมือกันครั้งแรกของทั้งสองประเทศในด้านเทคโนโลยีอวกาศ เพื่อลดความตึงเครียดระหว่างกัน
โครงการทดสอบอะพอลโล-โซยุซเป็นภารกิจการทดลองวิทยาศาสตร์ และการทดลองทางวิศวกรรม จากโครงการนี้เองที่นำไปสู่การก่อสร้างสถานีอวกาศนานาชาติ สิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดที่อยู่ในระดับวงโคจรของโลก ซึ่งใช้เป็นห้องทดลองวิจัยในด้านต่าง ๆ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสหรัฐอเมริกา รัสเซีย ญี่ปุ่น ยุโรป และแคนาดา ซึ่งคาดการณ์ว่าจะปฏิบัติการไปจนถึงปี ค.ศ.2030
แต่การแข่งขันเพื่อช่วงชิงความเป็นหนึ่งในอวกาศยังไม่สิ้นสุด ในปี ค.ศ.2020 ผู้บริหารของนาซาออกมาแสดงความกังวลถึงท่าทีของประเทศจีน ที่กลายเป็นคู่ปรับสำคัญของสหรัฐ เมื่อจีนเริ่มสร้างสถานีอวกาศนานาชาติจีน ที่มีแคมเปญว่าเป็นสถานีอวกาศสำหรับทุกประเทศ! เนื่องจากตอนที่สหรัฐสร้างสถานีอวกาศนานาชาติของตนเองนั้น พวกเขากีดกันจีนออกจากความร่วมมือนั่นเอง
ตลอดระยะเวลา 65 ปี การลงทุนไปกับการสำรวจอวกาศของรัฐ เป็นสิ่งที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอดถึง ‘ความคุ้มทุน’ ของมัน แม้จะมีข่าวให้น่าตื่นเต้นถึงการค้นพบและทำความเข้าใจจักรวาลแบบใหม่ ๆ เกิดขึ้น แต่มีอีกหลายคนที่ยังคงไม่เห็นถึงอนาคตว่าจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน คนส่วนใหญ่ยังมองว่าเรื่องของอวกาศนั้น ‘ไกลตัว’ ‘จับต้องยาก’ และเป็นเรื่องของประเทศที่มีเงิน!
กำเนิด ‘ทัวร์อวกาศเชิงพาณิชย์’ เมื่ออวกาศเป็นเรื่องธุรกิจและทุนนิยม
ราวปี ค.ศ.2000 บริษัทเอกชนหลายรายตบเท้าเข้าสู่อุตสาหกรรมการท่องอวกาศนำโดยบริษัท Blue Orgin พวกเขาไม่ได้มองภาพว่ามันจะเป็นการท่องเที่ยวอย่างเดียวเท่านั้น แต่จินตนาการไปจนถึงในอนาคต ที่มนุษย์จำต้องอาศัยและทำงานบนอวกาศมากขึ้น เพื่อสำรวจหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ ๆ ไปจนถึงการย้ายอุตสาหกรรมต่าง ๆ ขึ้นไปยังอวกาศ อย่างที่ครั้งหนึ่ง คอนแสตนติน ชิออลคอฟสกี ผู้บุกเบิกศาสตร์ด้านวิศวกรรมอวกาศและการสำรวจอวกาศ และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดโครงการสำรวจอวกาศของสหภาพโซเวียต ได้กล่าวไว้ว่า
‘ มนุษย์จะไม่อาศัยอยู่แต่บนโลกนี้ตลอดไป’
ในขณะเดียวกันบริษัท SpaceX คิดการณ์ใหญ่กว่านั้น พวกเขากำหนดจุดหมายที่จะสร้างอาณานิคมบนดาวอังคาร ซึ่งหากสำเร็จก็เท่ากับว่าที่นั่นจะเป็นประเทศ SpaceX เลยทีเดียว โดยจะสร้างวิถีชีวิตของมนุษย์ขึ้นมาใหม่ เป็นชีวิตที่สามารถอาศัยอยู่ในดาวหลายดวงได้ ไม่จำกัดแค่ในโลกเท่านั้น
การดำเนินงานของบริษัทเอกชนเหล่านี้ แตกต่างจากอุตสาหกรรมการขนส่งและเทคโนโลยีอวกาศที่บริหารโดยภาครัฐ
พวกเขาคิดแบบ ‘นักธุรกิจ’ และนักธุรกิจมักจะหาวิธีการ ‘ลดต้นทุน’ เสมอ
นักธุรกิจมองถึงวิธีการประชาสัมพันธ์ที่ดึงดูดให้คนมาใช้บริการของพวกเขา
และใช่พวกเขามองถึงผลกำไรที่จะตามมาด้วย!
โจทย์สำคัญที่บริษัทเอกชนซึ่งเข้าสู่วงการนี้เริ่มแก้ไขคือการลดต้นทุนเป็นอันดับแรก พวกเขาจึงมุ่งออกแบบให้ยานขนส่งสามารถเป็นยานที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ นั่นหมายถึงว่าต้นทุนการเดินทางจะลดลงได้หลายร้อยเท่าตัว
และพวกเขาก็ทำสำเร็จ
อันที่จริงแล้วเที่ยวบินท่องเที่ยวอวกาศอย่าง SpaceX inspiration4 ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ย้อนกลับไปในช่วงปี ค.ศ. 2001-2009 มีประชาชนคนธรรมดา (แต่มีเงิน) ทั้งหมด 7 คน จ่ายให้กับการเดินทางไปยังสถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งลอยอยู่ในอวกาศเหนือพื้นโลกไปกว่า 400 กิโลเมตร และใช้เวลาอยู่ที่นั่นคนละ 1 อาทิตย์ .. หลังจากนั้นก็ไม่มีทริปการเดินทางที่สูงเท่ากับหรือมากกว่าวงโคจรของโลกอีกเลยนานหลายปี จนกระทั่งเกิดโครงการ SpaceX inspiration4
สิ่งที่น่าสนใจคือ ระยะห่างของทริป ‘จ่ายเงิน’ เพื่อ ‘ท่องเที่ยวอวกาศ’ ในครั้งนี้ไม่ได้ห่างหลายปีเหมือนที่ผ่านมา แต่ห่างแค่เพียงหลักอาทิตย์ เพราะในวันที่ 5 ตุลาคมที่จะถึงนี้จะมีการขนส่งผู้กำกับหนังและนักแสดงชาวรัสเซีย ขึ้นไปถ่ายทำภาพยนตร์ที่มีชื่อว่า ‘The Challenge’ บนสถานีอวกาศนานาชาติ .. ในขณะเดียวกันนักธุรกิจพันล้านชาวญี่ปุ่น Yusaku Maezawa ก็จะเดินทางไปยังสถานีอวกาศนานาชาติในเดือนธันวาคมก่อนที่จะเตรียมเดินทางทัวร์รอบดวงจันทร์ในปี ค.ศ.2023 .. นอกจากนี้ทาง SpaceX ก็มีคนจองการเดินทางอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากต้นปี 2022 และอีกสามทริปในอีกสองปีถัดไป หนึ่งในนั้นคือการส่งคนไปถ่ายทำสารคดีแบบเรียลลิตี้ให้กับทาง Discovery channel
นี่ยังเป็นน้ำจิ้มเท่านั้น ยังมีบริษัทเอกชนรายอื่นที่มีลิสต์การจองจากเศรษฐีผู้มีเงินจ่ายทัวร์อวกาศแบบนี้อีกหลายครั้ง อย่างเช่นบริษัท Space Adventures ก็มีการจองจากนักเดินทางท่องอวกาศ 4 ราย ที่น่าจะได้เดินทางในช่วงปีนี้เช่นกัน และบริษัท The Virginia ก็มีแพลนในปี 2023 ที่จะสร้างประวัติศาสตร์บทใหม่ให้กับโลกอีกครั้ง กับก้าวแรกของคนธรรมดาที่ออกมาเดินในอวกาศ ..
ในขณะเดียวกันธุรกิจการท่องอวกาศในระดับต่ำกว่าวงโคจรโลก ก็ไม่น้อยหน้า นำโดยบริษัท Virgin Galactin และ Blue Origin ทั้งสองบริษัทเป็นคู่ปรับสำคัญ ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา Virgin Galactin ได้สร้างเที่ยวบินประวัติศาตร์ ส่งคนไปชมโลกจากนอกโลกสำเร็จเป็นที่แรก ก่อนหน้า Blue Origin ที่ประกาศแผนการเดินทางขึ้นมาก่อน ขณะเดียวกันทั้งสองบริษัทก็กำลังสั่งสมพลขับและสมาชิกประจำยานขนส่งอวกาศ เพื่อจะทำให้การเดินทางไปดูเส้นขอบโลกนั้นเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นได้บ่อยครั้งมากที่สุด ความเป็นไปได้ในทางเทคโนโลยีเป็นไปในทิศทางบวก ส่วนทางกับค่าใช้จ่ายที่สูงถึงคนละ 15 ล้านบาทสำหรับทัวร์ในระดับต่ำกว่าวงโคจรโลก ส่วนใครที่สนใจระดับที่สูงกว่านั้น ก็สนนค่าใช้จ่ายราว 600 ล้านบาทต่อเที่ยวเลยทีเดียว
จึงมีการคาดการณ์ว่า ‘ธุรกิจท่องเที่ยวอวกาศ’ แม้จะพร้อมสำหรับทุกคน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเข้าถึงได้ และนั่นอาจทำให้ทริปท่องเที่ยวนี้จำกัดสำหรับ ‘คนรวยมาก ๆ ‘ จริง ๆ บริษัทที่ทำอุตสาหกรรมเหล่านี้จึงมุ่งไปยังกลุ่มลูกค้าที่เป็นบริษัทมากกว่า อาทิเช่น บริษัทที่ทำเรื่องการจัดการข้อมูล บริษัทที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการติดตามสถานะการขนส่ง หรือบริษัทยาที่สามารถใช้ยานขนส่งอวกาศส่งนักวิจัยขึ้นไปยังสถานีอวกาศ เพื่อวิจัยหายารักษามะเร็ง ที่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีที่ไหนในโลกคิดค้นขึ้นมาได้ อาจจะถือกำเนิดขึ้นในอวกาศก็เป็นได้
การเดินทางของเทคโนโลยีอวกาศบนโลกได้เดินทางล่วงเวลามากว่า 65 ปี จากนี้เราต้องมองมันออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งคือการบริหารงานจากภาครัฐ ที่กำลังทยอยเก็บเกี่ยวผลจากการลงทุน หลายประเทศเริ่มเห็นความสำคัญของเทคโนโลยีอวกาศมากขึ้นโดยเฉพาะประเทศที่มีกำลังทรัพย์อย่าง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่สามารถส่งยานไปสำรวจดาวอังคารได้สำเร็จในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และเมื่อถึงจุดหนึ่งที่ประเทศเหล่านี้บินไปไกลเกินกว่าที่ประเทศเล็ก ๆ จะตามทัน ก็น่าจับตามองว่าความต่างของเทคโนโลยีจะส่งผลให้เกิดช่องว่างของ ‘อำนาจ’ ระหว่างรัฐใหญ่และรัฐเล็กหรือไม่ และอะไรจะมาถ่วงดุลสิ่งเหล่านี้ ( จะว่าไปก็นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับกรณีวัคซีนโควิด-19)
อีกส่วนหนึ่งก็คงต้องมองไปยังภาคเอกชน จากแต่เดิมที่อุตสาหกรรมการสำรวจอวกาศเป็นเครื่องมืออำนาจของรัฐเพียงอย่างเดียว ณ วันนี้ ที่เราเห็นความสำเร็จของ SpaceX inspiration4 เราได้เห็นอำนาจบนอวกาศที่ถูกแจกจ่ายไปยัง ‘คนธรรมดาสามัญ’ และเปลี่ยนจากการแข่งขันระหว่างประเทศ สู่การแข่งขันระหว่างนักธุรกิจระดับอภิมหาเศรษฐี
เทคโนโลยีอวกาศกลายเป็นเรื่องของธุรกิจ และก้าวเข้าสู่โลกของทุนนิยมแบบเต็มตัว
ทีนี้ก็อยู่ที่ว่าใครจะช่วงชิงพื้นที่นี้ได้มากกว่ากัน!
ข้อดีของทุนนิยมคือการค้าขายที่เสรี ซึ่งมาพร้อมกับการแข่งขัน และการแข่งขันก็มักจะมาพร้อมกับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ก็น่าสนใจไม่น้อยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้จะผลักดันให้อุตสาหกรรมทางอวกาศรุดหน้าขึ้นไปกว่า 65 ปีที่ผ่านมามากแค่ไหนในอนาคต และถ้าหากสิ่งที่นักธุรกิจเหล่านี้กำลังสร้างสำเร็จขึ้นมาจริง ๆ อย่างที่วาดฝันไว้ แล้วใครล่ะที่จะมีสิทธิได้ใช้มัน?.
พีร์ญาดา ประสูตร์แสงจันทร์
--------------------
ที่มา: