ส่วนอีก 150 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 5 พันล้านบาท มาจากการขายหุ้นใหญ่ของ Eire Born Spirits เจ้าของแบรนด์ไอริชวิสกี้ Proper No. Twelve ที่เขาเป็นคนก่อตั้ง ให้กับ Proximo Spirits เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
Proper No. Twelve
แม็คเกรเกอร์ ยืนยันว่าแม้เขาจะไม่ใช่ผู้ถือหุ้นใหญ่แล้ว แต่เขาจะยังมีส่วนร่วมกับแบรนด์ และการขายหุ้นใหญ่ครั้งนี้ ก็เพื่อให้ Proximo Spirits ช่วยยกระดับของ Proper No. Twelve ไปอีกขั้นในตลาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
Proper No. Twelve ถือเป็นแบรนด์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เติบโตเร็วมากในเวลาสั้น ๆ
แม็คเกรเกอร์ ก่อตั้ง Eire Born Spirits บริษัทแม่ของแบรนด์ขึ้น เมื่อเดือนกันยายน 2018 ในยุคที่ชื่อเสียงของเจ้าตัวกำลังอยู่ในช่วงพีก หลังขึ้นชกกับ เมย์เวทเธอร์ ในปีเดียวกัน
รายงานระบุว่าในช่วงแรกของการเปิดตัวที่สหรัฐฯ สต็อคสำหรับ 6 เดือนของ Proper No. Twelve ขายหมดเกลี้ยงในเวลาแค่ 10 วัน ทำรายได้ให้บริษัทกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ (33,000 ล้านบาท)
และปัจจุบัน เริ่มไปเปิดตลาดในสหราชอาณาจักร แคนาดา รัสเซีย โปแลนด์ และแอฟริกาใต้
ทิศทางในอนาคต
ปี 2020 เป็นปีที่วงการกีฬาทั่วโลกหยุดชะงัก เพราะผลกระทบจากโควิด-19 จนถ้าการแข่งขันไม่ถูกเลื่อนออกไป นักกีฬาก็ต้องลงเล่นโดยไม่มีคนเข้าชมในสนาม
แม้จะชดเชยด้วยการถ่ายทอดสดไปทั่วโลก แต่ยอดตั๋วเข้าชมที่หายไป ก็กระทบกับรายได้ของทั้งอุตสาหกรรม
แต่รายได้ที่ลดลงของทั้งอุตสาหกรรมกลับไม่กระทบนักกีฬาระดับท็อปของโลกเลย ซึ่งเป็นผลจากเทรนด์ใหม่ที่กำลังเห็นได้ชัด
นั่นคือนักกีฬาจำนวนมากในยุคนี้ ไม่ได้พึ่งพาเฉพาะรายได้จากสัญญากับต้นสังกัด หรือผลงานอีกต่อไป
เพราะคนกลุ่มนี้มีรายได้นอกสนามก่อนหักภาษี รวมกันถึง 1 พันล้านดอลลาร์ (33,000 ล้านบาท) หรือสูงกว่าปี 2012 ซึ่งทำได้ 556 ล้านดอลลาร์ (18,530 ล้านบาท) เกือบเท่าตัว
นอกจาก แม็คเกรเกอร์ แล้ว ถ้าลองพิจารณานักกีฬาที่ติดในกลุ่มท็อป 50 เราจะเห็นภาพกว้างของเทรนด์นี้มากขึ้น
ยกตัวอย่าง โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ ในอันดับ 7 จะพบว่าตำนานเทนนิสชาวสวิส มีรายได้จากผลงานในสนามแค่ 30,000 ดอลลาร์เท่านั้น เพราะอาการบาดเจ็บเข่าทำให้เจ้าตัวแทบไม่ได้ลงสนาม หรือคิดเป็น 0.03% เท่านั้น
ขณะที่รายได้ 90 ล้านดอลลาร์ (3 พันล้านบาท) ในปีที่ผ่านมา มาจากสัญญาสปอนเซอร์ล้วน ๆ ทั้งจาก Rolex, Credit Suisse และ Uniqlo
และมีแนวโน้มว่าเจ้าตัวจะมีรายได้จากส่วนนี้เพิ่มขึ้นอีกในอนาคต เมื่อ On ผู้ผลิตเครื่องกีฬาสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ ที่ เฟเดอเรอร์ ถือหุ้นอยู่ด้วย เพิ่งเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ค เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้มูลค่าบริษัทพุ่งไปแตะหลัก 11,000 ล้านดอลลาร์ (366,600 ล้านบาท)
นอกจาก เฟเดอเรอร์ แล้ว คนอื่น ๆ ที่อยู่ในข่ายนี้ ยังมี ไทเกอร์ วูดส์ และ นาโอมิ โอซากะ (อันดับ 12 ร่วม รายได้ในสนาม 0.3% และ 8.3% ตามลำดับ) เซรีนา วิลเลียมส์ (อันดับ 28 รายได้นอกสนาม 3.6%) ฟิล มิคเคลสัน (อันดับ 29 รายได้นอกสนาม 2.4%) และ โนวัค ยอโควิช (อันดับ 46 รายได้นอกสนาม 13%)
ในกรณีของ โอซากะ นั้น รายได้ 60 ล้านดอลลาร์ (2 พันล้านบาท) ยังเป็นสถิติสูงสุดของนักกีฬาหญิงในลิสต์นี้ของ ฟอร์บส์ ด้วย
หรืออีกนัยหนึ่ง คือนักกีฬาอาชีพเริ่มมีความรู้ทางการเงินมากขึ้น และใช้เงินทำงานควบคู่กันไป หรือมอบหมายให้ตัวแทนที่มีความเชี่ยวชาญด้านนี้ดูแล ระหว่างที่ยังอยู่บนจุดสูงสุดของชีวิตการเล่น แทนที่จะรอหลังจากเกษียณตัวเอง
นั่นอาจเป็นไปได้ว่าในอนาคต ชื่อของนักกีฬาอย่าง เฟเดอเรอร์ อาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในลิสต์นักกีฬาที่มีรายได้มากสุดในโลก แต่อาจก้าวข้ามไปปรากฎในลิสต์อื่น ๆ ของ ฟอร์บส์ ด้วยก็เป็นได้
ชาตรี ตันสถาวีรัฐ
--------------------
SOURCE: