เม็ก โลว์แมน (Meg Lowman) นักชีววิทยาป่าไม้และผู้อำนวยการของมูลนิธิ TREE เสริมว่าการที่ต้นไม้เว้นพื้นที่กันแบบนี้ อาจมีความคล้ายกับมนุษย์ในการรักษาระยะห่างเพื่อป้องกันสุขภาพของตัวเอง และยังสามารถเพิ่มผลผลิตได้มากขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ
Crown shyness เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่แสนน่าทึ่งและเรียกเสียงฮือฮาจากทั้งบรรดาคนรักธรรมชาติและคนธรรมดาได้ไม่น้อย แต่ปรากฏการณ์นี้ใช่ว่าจะเกิดกับต้นไม้ทุกสายพันธุ์ จากงานวิจัยที่ได้บันทึกไว้ปรากฏการณ์นี้ส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับ ต้นโกงกาง ต้นไม้ตระกูลสน และตระกูลยูคาลิปตัส ที่สำคัญคือต้นไม้แต่ละต้นต้องมีความสูงไล่เลี่ยกันจึงจะเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม การเกิด Crown shyness ระหว่างต้นไม้ต่างตระกูลกันก็อาจมีให้พบเห็นอยู่ได้บ้างประปราย
การแย่งชิงพื้นที่บนยอดไม้สู่ปรากฏการณ์ Crown shyness
ปรากฏการณ์ Crown shyness หรือต้นไม้ขี้อาย ถูกบันทึกและปรากฏในวรรณกรรมวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ปี 1920 และหลายสิบปีต่อจากนั้น บรรดานักวิจัยเริ่มขุดหาช้อเท็จจริงว่าปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจากสาเหตุอะไรกันแน่ นักวิทยาศาสตร์บางรายตั้งสมมติฐานขึ้นมาว่า ต้นไม้บางชนิดเติมช่องว่างระหว่างกันไม่ได้อันเนื่องมาจากปัจจัยที่ขาดแสงแดดและเป็นหนึ่งในส่วนสำคัญของการสังเคราะห์แสงของพืช ดังนั้นผลที่ตามมาคือยอดไม้แต่ละต้นจึงเจริญเติบโตแบบไม่ซ้อนทับกัน
แต่ถึงอย่างนั้นทีมงานของพุตซ์ได้ตีแผ่งานวิจัยในปี 1984 ซึ่งระบุว่า ในบางกรณีปรากฏการณ์ Crown shyness อาจเป็นผลจากการแย่งชิงพื้นที่ระหว่างกันของต้นไม้ไม่ว่าจะเป็นการแตกกิ่งก้านสาขา และการกันพื้นที่จากต้นอื่นบริเวณใกล้เคียง โดยมีกระแสลมมาเป็นปัจจัยเกี่ยวข้อง ในงานวิจัยยังเพิ่มเติมรายละเอียดไว้ว่า ยิ่งบริเวณปลายยอดของต้นโกงกางโบกพัดตามกระแสลมมากเท่าไหร่ ระยะห่างระหว่างยอดยิ่งมีเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด