John Milton Cage Jr. หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ John Cage นั้นได้ฝังภาพชายผู้มีรอยยิ้มที่แสนบริสุทธิ์ใจลงในความทรงจำของใครหลายคน John Cage นั้นเป็นคีตกวีอเมริกันคนสำคัญแห่งยุคศตวรรษที่ 20 ในจุดเริ่มต้นของการเดินทางด้านดนตรีนั้นเขามีโอกาสได้ศึกษากับนักประพันธ์เพลงหลายคน โดยหนึ่งในปรมาจารย์ของเขา คือ Arnold Schoenberg คีตกวีคนสำคัญแห่งดนตรี Atonal ซึ่งได้ส่งต่อแนวคิดด้านดนตรีที่ไม่ยึดโยงกับคีย์หรือโหมดใด ๆ มาสู่ John Cage และได้ตกผลึกกลายเป็นการฟังสรรพเสียงที่เป็นเนื้อแท้ข้องธรรมชาติในเวลาต่อมา
4 นาที 33 วินาที การท้าทายต่อยุคสมัยและการรับรู้
ผลงานด้านดนตรีของ John Cage นั้นมีลักษณะของงานดนตรีแนวทดลอง (Experimental Music) อันเป็นดนตรีที่ผลักดันเพดานและเงื่อนไขการรับรู้ดนตรีที่แตกต่างออกไปจากแนวดนตรีเดิมที่มี หรือจะบอกว่าเป็นดนตรีที่ท้าทายขนบความเคยชินเดิมก็ไม่ได้ผิดเพี้ยนไปมากไหร่นัก และดนตรีอีกแนวหนึ่งซึ่งเรียกได้ว่าเป็นความสนุกของ Cage เลย คือ Chance Music ซึ่งมักใช้การกำหนดเงื่อนไขหรือควบตัวแปรบางประการและเปิดโอกาสอิสระในการเล่นในบางส่วนด้วยเช่นกัน ดังนั้นเวลาเล่นเพลงที่ถูกประพันธ์ในแนวทดลองหรือ Chance Music ผลลัพธ์จึงอาจแตกต่างไปไม่ซ้ำกันเลยในแต่ละครั้งที่เล่นก็เป็นได้ ในที่นี้ขอยกตัวอย่างงานแนวทดลองของบรมครูอย่าง Steive Reich ในชื่อ Pendulum Music มาให้ลองฟังกัน
เพลงที่ถูกประพันธ์โดย John Cage นั้นมีทั้งการเขียนโน้ตเป็น Graphic Score ที่ใช้สัญลักษณ์หรือ Visual แทนโน้ตดนตรี ไปจนถึงการเขียนกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ เป็นตัวหนังสือด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างผลงานของ Cage ที่ถูกถ่ายทอดทางโทรทัศน์ในปี 1960 อย่าง Water Walk
จากในคลิปนั้นจะได้ยินเสียงคนหัวเราะขบขันอย่างไม่น้อย และอาจจะคิดในใจว่าไอ้เดินไปเดินมาทำนู๋นทำนี่เสียงดังแบบนี้ใครก็ทำได้ คำตอบของเรื่องนี้หากมองผิวเผินก็ต้องตอบว่าใช่ แต่หากมองให้ลึกลงไป การรับชมทางโทรทัศน์สมัยนั้นที่มีการตัดภาพไปมาและการส่งสัญญาณเสียงมีคุณภาพเป็นอย่างไร? ประสบการณ์การรับฟังด้วยหูหรือประสบการณ์เสียงหลายอย่างนั้นแม้กระทั่งในยุคปัจจุบันก็ยังไม่อาจมีระบบดิจิทัลหรือเทคโนโลยีใดที่ทดแทนการรับฟังในพื้นที่จริงได้อย่างสมบูรณ์แบบ เป้าหมายของ John Cage สำหรับ Water Walk นั้นอาจไม่ได้ไปไกลถึงขนาดให้ผู้ชมทางบ้านสัมผัสประสบการณ์ได้ทั้งหมด แต่ในฐานะผู้แสดงและผู้ชมในห้องส่ง ประสบการณ์ทางหูที่เกิดขึ้นนั้นแตกต่างออกไปอย่างแน่นอน
ดังนั้นประสบการณ์การฟัง Water Walk ที่ให้ความสำคัญกับเสียงของน้ำที่ทำปฏิกริยากับวัตถุที่แตกต่างกัน ภายใต้แรงและวัสดุที่แตกต่างกันในห้องส่ง เสียงหัวเราะขบขันนั้นเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปจากงานของ John Cage ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ผู้คนจะไม่เข้าใจถึงข้อความที่ถูกซ่อนอยู่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความห่างไกลของวัฒนธรรมและปรัชญาจากเอเชียกับตะวันตก และอีกส่วนหนึ่งนั้นเป็นเพราะแนวคิดและการรับรู้ของ ‘การได้ยิน’ ในช่วงเวลานั้นยังมีกรอบต่าง ๆ อีกมากมายล้อมรอบอยู่ เช่น กรอบจำกัดของคำว่าดนตรี หรือประสบการณ์ทางเสียงหรือการได้ยินที่ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นผลลัพธ์จากความไม่เข้าใจและไม่ได้ตระหนักถึงประสบการณ์ที่อยู่ตรงหน้า
แนวคิดของ John Cage ส่งผลต่อวิธีการรับรู้ในด้านดนตรีและเสียงให้กับสังคมดนตรียุคใหม่อย่างมหาศาล โดยเฉพาะในด้านของ Sound Art และดนตรีร่วมสมัยแขนงต่าง ๆ นอกเหนือจากแนวความคิดอันเรียบง่ายแต่มีความหมายเหล่านี้แล้วความสงสัยแสนสำคัญที่เขาทิ้งไว้ก็เป็นสิ่งที่น่าขบคิดอีกเช่นกัน
“ผมไม่เข้าใจว่าทำไมผู้คนถึงกลัวไอเดียใหม่ ๆ นัก ผมสิที่กลัวกับไอเดียเก่า ๆ พวกนั้น” - John Cage