เนชั่นทีวี

ข่าว

‘อิหร่าน’ ฮึดสู้ไล่เจ๊านิวซีแลนด์ 2-2 ประเดิมสนามศึกเวิลด์คัพ

16 มิ.ย. 2569 | apirak_pra

‘อิหร่าน’ ฮึดสู้ไล่เจ๊านิวซีแลนด์ 2-2 ประเดิมสนามศึกเวิลด์คัพ

เจาะลึกเกมนัดประเดิมสนามกลุ่ม G ทีมชาติอิหร่าน ต้องแบกรับความกดดันรอบทิศทางทั้งปัญหาสงคราม มรสุมวีซ่า และกระแสประท้วงในสนาม ก่อนโชว์หัวใจสิงห์ไล่ตามตีเสมอนิวซีแลนด์ 2-2

เจาะลึกเกมนัดประเดิมสนามกลุ่ม G ทีมชาติอิหร่าน ต้องแบกรับความกดดันรอบทิศทางทั้งปัญหาสงคราม มรสุมวีซ่า และกระแสประท้วงในสนาม ก่อนโชว์หัวใจสิงห์ไล่ตามตีเสมอนิวซีแลนด์ 2-2

KEY

POINTS

  • ทีมชาติอิหร่านสู้สุดใจ ไล่ตามตีเสมอนิวซีแลนด์ 2-2 ในนัดเปิดสนามฟุตบอลโลก 2026 กลุ่ม G
  • นิวซีแลนด์เป็นฝ่ายยิงประตูขึ้นนำก่อนถึงสองครั้ง แต่อิหร่านสามารถตามตีเสมอได้สำเร็จทั้งสองหน
  • การแข่งขันเกิดขึ้นท่ามกลางความกดดันทางการเมือง เนื่องจากอิหร่านต้องลงเล่นในดินแดนสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นประเทศคู่สงคราม

ท่ามกลางกระแสความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่แผ่ขยายอิทธิพลเข้าสู่สนามหญ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เกมการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 (FIFA World Cup 2026) รอบแบ่งกลุ่มนัดแรกของกลุ่ม G ณ สังเวียนโซไฟ สเตเดียม เมืองอิงเกิลวูด ใกล้นครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ลงเอยด้วยผลเสมอสุดระทึกระหว่าง ทีมชาติอิหร่าน และ ทีมชาตินิวซีแลนด์ ด้วยสกอร์ 2-2 ท่ามกลางบรรยากาศรอบสนามที่อบอวลไปด้วยมิติทางการเมืองและการต่อสู้ดิ้นรนของเหล่านักกีฬา

รายงานข่าวจากสำนักข่าวเอพี (AP) ประจำวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ระบุว่า เกมนัดนี้ถูกยกให้เป็นหนึ่งในแมตช์ที่มีความกดดันนอกสนามสูงที่สุดในทัวร์นาเมนต์ เนื่องจากเป็นเกมนัดเปิดสนามเวทีโลกของอิหร่าน ชาติที่กำลังตกอยู่ในภาวะสงคราม อีกทั้งก่อนหน้านี้สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ได้ปฏิเสธคำร้องของฝั่งเตหะรานที่ร้องขอให้ย้ายสถานที่จัดการแข่งขันทั้ง 3 นัดออกจากแผ่นดินสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้อิหร่านต้องจำใจลงสนามในดินแดนของประเทศคู่สงครามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เมห์ดี ทาเรมี และ อาลีเรซา จาฮันบัคช์ จากอิหร่าน เดินทางมาพร้อมกับทีมก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลก

แบกความกดดันฝ่ามรสุม: บินเข้าสหรัฐฯ แข่งเสร็จต้องรีบเดินทางกลับเม็กซิโกทันที

ความยากลำบากของขุนพลอิหร่านไม่ได้หยุดอยู่แค่ในสนาม ทว่าส่งผลกระทบไปถึงการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า โดยทีมสต๊าฟโค้ชจำเป็นต้องขยับฐานที่มั่นฝึกซ้อมหนีลงใต้ไปพึ่งพิงเมืองติฮัวนา ประเทศเม็กซิโกแทน ซ้ำร้ายระบบมาตรการรักษาความปลอดภัยของสหรัฐฯ ยังออกระเบียบข้อบังคับสุดหิน บังคับให้ขบวนนักเตะอิหร่านทำสัญญาบินเข้าสู่แผ่นดินสหรัฐฯ ได้ล่วงหน้าเพียงแค่ "1 วันก่อนวันแข่งขัน" เท่านั้น และเมื่อสิ้นเสียงนกหวีดยาวปิดแมตช์ พวกเขาจะต้องรีบเดินทางกลับสู่ประเทศเม็กซิโกทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข

สถานการณ์หน้างาน ณ สังเวียนโซไฟ สเตเดียม ยิ่งทวีความร้อนแรงเมื่อพิกัดดังกล่าวเป็นแหล่งพำนักของกลุ่มชาวอิหร่านพลัดถิ่น (Diaspora) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกภายนอกประเทศ ส่งผลให้ช่วงเวลาก่อนเกมคิกออฟ มีชาวอเมริกันเชื้อสายอิหร่านหลายร้อยคนรวมตัวประท้วงรัฐบาลเตหะรานอยู่ด้านนอกสนาม ขณะที่บนอัฒจันทร์ แฟนบอลจำนวนมากพากันส่งเสียงโห่ร้องแฝงสัญลักษณ์และพร้อมใจกัน "หันหลังให้สนาม" ในระหว่างการเปิดเพลงชาติอิหร่านเพื่อแสดงจุดยืนทางการเมือง ทว่าทันทีที่ลูกฟุตบอลเริ่มเคลื่อนไหว แฟนบอลนับหมื่นชีวิตต่างสลัดภาพความขัดแย้งและหันมาระดมเสียงเชียร์ส่งพลังใจให้แก่เหล่านักกีฬาในสนามอย่างกึกก้อง

เมห์ดี กาเยดี (อิหร่าน) กับ คัลลัน เอลเลียต (นิวซีแลนด์)

รูปเกมสุดเดือด: นิวซีแลนด์บุกช็อกแฟนบอล ก่อนอิหร่านฮึดสู้พังประตูเจ๊าสองหน

แม้จะแบกรับปมบาดแผลและความกดดันอย่างหนักหน่วง แต่นักเตะอิหร่านก็โชว์สปิริตหัวใจสุดแกร่งพลิกสถานการณ์ไล่ตามตีเสมอได้ถึงสองครั้งสองครา โดยนิวซีแลนด์ ชาติอันดับต่ำที่สุดในทัวร์นาเมนต์ (อันดับ 85 ของโลก) สร้างเซอร์ไพรส์พังประตูออกนำอย่างรวดเร็วตั้งแต่นาทีที่ 7 จากลูกวอลเลย์ของ เอลิจาห์ จัสต์ หลังจากกัปตันทีม คริส วูด ฉกบอลจากการเตะเปิดเกมพลาดของผู้รักษาประตูอิหร่านเข้าไปจ่ายถวายพานให้ แต่อิหร่านทวงประตูคืนได้ในนาทีที่ 32 จากลูกตั้งเตะและการชิปบอลด้วยหลังเท้าอย่างเหนือชั้นของ รามิน เรซาเอียน

ขยับมาถึงครึ่งหลังนาทีที่ 54 เอลิจาห์ จัสต์ คนเดิมก็แผลงฤทธิ์ซัดทะลวงตาข่ายให้ทัพออลไวท์ขยับนำอีกครั้งเป็น 2-1 จากการพักบอลอันยอดเยี่ยมของ คริส วูด ทว่าเกมรุกของอิหร่านก็ทำงานสัมฤทธิ์ผลในนาทีที่ 64 เมื่อ รามิน เรซาเอียน วางบอลยาวข้ามฟากเข้าหัว โมฮัมหมัด โมเฮบบี โขกเต็มแรงเปลี่ยนทางเข้าประตูไปอย่างเด็ดขาด ช่วยให้อิหร่านไล่ตามเจ๊า 2-2 ได้สำเร็จ แบ่งกันไปทีมละ 1 คะแนนในเกมนัดแรก ส่งผลให้สถิติตารางคะแนนกลุ่ม G ทุกทีมเสมอกันหมดหลังจบแมตช์แรก (ร่วมกับเบลเยียมและอียิปต์ที่เสมอกัน 1-1)

หลังสิ้นเสียงนกหวีดยาว ภาพความขัดแย้งนอกสนามได้ถูกทำลายลงชั่วคราวด้วยสปิริตทางการกีฬา เมื่อขบวนนักเตะทั้งสองฝ่ายต่างเดินเข้ามากอดคอแลกเสื้อและจับมือกันอย่างมิตรภาพ ขณะที่ อามีร์ กาเลนอย เฮดโค้ชอิหร่านเลือกขยับแยกตัวไปนั่งสงบนิ่งเพียงลำพังในซุ้มม้านั่งสำรอง ปล่อยให้ลูกทีมเดินเวียนรอบสนามเพื่อปรบมือขอบคุณแฟนบอลนับหมื่นคนที่พากันโบกสะบัดธงชาติส่งเสียงเชียร์ให้กำลังใจแก่นักสู้ผู้ฝ่ามรสุมสงครามมาร่วมจารึกชื่อในเวทีโลกหนนี้

ข่าวล่าสุด