3. เปิดรายละเอียดสัญญาลับ 1.5 หน้า: เงินแสนล้าน-เปิดตรวจนิวเคลียร์
แม้ตัวบทสัญญาฉบับเต็มจะยังไม่ถูกประกาศสู่สาธารณะ แต่แหล่งข้อมูลรายงานเชิงลึกจากสำนักข่าวรอยเตอร์และเอเอฟพีระบุโครงสร้างเงื่อนไขและผลประโยชน์แลกเปลี่ยนดังนี้
-
มาตรการหยุดยิง: สั่งระงับศึกปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบ รวมถึงพื้นที่ประเทศเลบานอน พร้อมเปิดน่านน้ำช่องแคบฮอร์มุซแบบปลอดค่าธรรมเนียมและไร้การเรียกเก็บค่าคุ้มครองตลอดกรอบเวลาเจรจา 60 วันข้างหน้า
-
ข้อตกลงลับผลประโยชน์: สหรัฐฯ ยอมตกลงที่จะทยอยปลดล็อกคืนสินทรัพย์ต่างประเทศที่ถูกอายัดไว้ของอิหร่านมูลค่าสูงถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9 แสนล้านบาท) พ่วงด้วยมาตรการผ่อนปรนคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันดิบในช่วงเวลาที่กำหนด ทว่า เจดี แวนซ์ และ คิมเบอร์ลี ฮาลเคตต์ ผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวยืนยันเด็ดขาดว่า ของรางวัลทั้งหมดนี้เป็นระบบ "Performance-based" หรือจ่ายตามผลงานเท่านั้น จะยังไม่มีการโอนเงินหรือยกเลิกคว่ำบาตรในวันศุกร์นี้ แต่จะเกิดขึ้นต่อเมื่ออิหร่านปฏิบัติตามระบบตรวจสอบและยอมลดสัดส่วนแร่ยูเรเนียมในกรอบเจรจา 60 วันเสร็จสิ้น
- กลไกตรวจสอบนิวเคลียร์: แวนซ์ระบุว่าข้อตกลง "อย่างแน่นอน" ครอบคลุมการส่งคณะเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เดินทางกลับเข้าสู่โรงงานนิวเคลียร์ในอิหร่านอย่างรวดเร็ว เพื่อทำลายคลังอาวุธแร่ยูเรเนียมเข้มข้นสูง พร้อมปัดกระแสข่าวลือที่ว่าสหรัฐฯ ยอมจ่ายเงินสด 300 ล้านดอลลาร์ให้อิหร่านว่าเป็น "ข่าวปลอมจากพรรคเดโมแครต"
4. เดโมแครตเปิดศึกไล่บี้ทรัมป์ ตราหน้า "สัญญาจำนน"
มรสุมการเมืองภายในสหรัฐฯ เดือดพล่านทันที เมื่อ สส. และ สว. ฝั่งพรรคเดโมแครต นำโดย ชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภาสหรัฐฯ และริชาร์ด บลูเมนทาล ร่วมมือกันออกมากดดันทำเนียบขาวอย่างหนักหน่วง โจมตีว่าทรัมป์กำลังพาสหรัฐฯ เผชิญหน้ากับความล้มเหลวทางนโยบายต่างประเทศเหมือนวิกฤตการณ์คลองสุเอซ (Suez Crisis) ในอดีต โดยชี้ชัดว่าสงครามรอบนี้ผลาญงบประมาณแผ่นดินไปมหาศาลและคร่าชีวิตคนบริสุทธิ์ แต่ผลลัพธ์ที่ทรัมป์ได้มากลับเป็นเพียงสัญญาหน้ากระดาษที่อ่อนแอกว่าดีล JCPOA ปี 2015 ของโอบามาเสียอีก
ขณะที่ สว. จอน ธูน ฝั่งรีพับลิกันระบุว่า รัฐสภาเตรียมขยับมาตรการเรียกตรวจเนื้อหาข้อตกลงทั้งหมดก่อนวันศุกร์ และอาจมีการเปิดลงมติโหวตระบบรับรองทางกฎหมายเนื่องจากสัญญาฉบับนี้มีข้อบัญญัติที่ผูกโยงกับความมั่นคงทางนิวเคลียร์ขั้นรุนแรง
5. ฝ่ายอิสราเอลเดือดจัด "เนทันยาฮู" ลั่นไม่ถอนทัพพ้นเลบานอน
พิกัดดราม่าขัดแย้งที่อันตรายที่สุดในสันติภาพรอบนี้ คือท่าทีของนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ที่ใช้เวลาซุ่มเงียบกว่า 20 ชั่วโมงก่อนจะออกมาแถลงการณ์ต่อประชาชน โดยเนทันยาฮูประกาศจุดยืนหักดิบข้อตกลงของทรัมป์ ดันให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ระงับความมั่นคงอย่างรุนแรง เนื่องจากเขายืนยันเด็ดขาดว่า "กองทัพอิสราเอลจะไม่มีวันถอนกำลังออกจากพื้นที่ยึดครองตอนใต้ของเลบานอน" และพร้อมสั่งใช้มาตรการจู่โจมทางทหารทันทีหากพบพฤติกรรมล้ำเส้นของกลุ่มฮิซบอลเลาะฮ์
หมากดื้อแพ่งของเนทันยาฮูได้รับแรงสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐมนตรีฝั่งขวาจัดในคณะรัฐบาลและกลุ่มพรรคฝ่ายค้านที่ไม่ยอมรับสัญญาหยุดยิงของทรัมป์ ตราหน้าดีลนี้ว่าเป็นความพ่ายแพ้ทางการเมืองครั้งย่อยยับ ขัดแย้งกับสภาวะหน้างานที่ประชาชนชาวเลบานอนจำนวนมากเริ่มขนย้ายข้าวของเครื่องใช้เดินทางกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอนท่ามกลางซากปรักหักพัง ดันให้เสถียรภาพภาพรวมในตะวันออกกลางดิ่งสู่ความเปราะบางและสุ่มเสี่ยงจะโดนแทรกแซงพังทลายลงได้ทุกวินาที