โปรตุเกส
- ฟีฟ่า แรงกิ้ง: อันดับ 6
- ผลงานที่ดีที่สุดในยูโร: แชมป์ (2016)
- ผลงานรอบคัดเลือก: แชมป์กลุ่มเจ สถิติชนะ 10 เสมอ 0 แพ้ 0
- เฮดโค้ช: โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ
- ดาวเด่น: คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (อัล นาสเซอร์)
โปรตุเกส น่าจะเป็นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดของศึกยูโรครั้งนี้ หลังระเบิดฟอร์มชนะทุกนัดในรอบคัดเลือก และผ่านเข้ารอบด้วยการเสียไปแค่ 2 ประตูเท่านั้น
ในแง่ของทีม แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีจุดอ่อน ดิโอโก้ คอสต้า (ปอร์โต้) คือผู้รักษาประตูคุณภาพ รูเบน ดิอาส (แมนฯซิตี้) คือเสาหลักในแนวรับที่พร้อมประสานงานกับ เปเป้ (ปอร์โต้) หรือ อันโตนิโอ ซิลวา (เบนฟิก้า), ดิโอโก้ ดาโลต์ (แมนฯยูไนเต็ด) และ เนลสัน เซเมโด้ (วูล์ฟส์) ขณะที่ ชูเอา กานเซโล่ (บาร์เซโลน่า) ก็เป็นฟูลแบ็กระดับโลกที่เล่นได้ทั้งสองฝั่ง
กองกลางของโปรตุเกส อาจจะได้ชื่อว่าดีที่สุดในทัวร์นาเมนต์นี้ นำโดยจอมทัพอย่าง บรูโน่ แฟร์นันด์ส (แมนฯยูไนเต็ด) และมี ชูเอา ปาลินญ่า (ฟูแล่ม) เป็นตัวตัดเกม
ด้านแนวรุก มีนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ให้เลือกใช้งานได้เพียบ ไม่ว่าจะเป็น กอนซาโล่ รามอส (เปแอสเช), ชูเอา เฟลิกซ์ (บาร์เซโลน่า), ราฟาเอล เลเอา (เอซี มิลาน) โดยมี คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (อัล นาสเซอร์) ที่จะลงเล่นศึกยูโรครั้งนี้เป็นครั้งที่ 6 นำทัพ
แม้ปัจจุบัน โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ จะยังหาแท็กติกที่ลงตัวได้ไม่สมบูรณ์แบบนัก แต่ด้วยคุณภาพของนักเตะที่มีอยู่ ทำให้โอกาสในการเข้ารอบน็อกเอาต์ถือว่าสดใส แต่จะก้าวขึ้นไปถึงแชมป์หรือไม่ต้องลุ้นกันแบบนัดต่อนัดหลังจากผ่านรอบ 16 ทีมสุดท้ายไปแล้ว
สาธารณรัฐเช็ก
- ฟีฟ่า แรงกิ้ง: อันดับ 36
- ผลงานที่ดีที่สุดในยูโร: แชมป์ (1976-สมัยยังเป็น เช็กโกสโลวะเกีย)
- ผลงานรอบคัดเลือก: รองแชมป์กลุ่มอี สถิติชนะ 4 เสมอ 3 แพ้ 1
- เฮดโค้ช: อีวาน ฮาเซ็ค
- ดาวเด่น: คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (อัล นาสเซอร์)
แม้จะไม่ได้เป็นทีมระดับหัวแถวของยุโรป แต่ เช็ก ผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลยูโรครั้งนี้เป็นครั้งที่ 8 ติดต่อกันแล้ว และยังผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ได้ถึง 4 จาก 7 ครั้งก่อนหน้านี้ โดยได้รองแชมป์ในปี 1996 และเข้าถึงรอบรองชนะเลิศในปี 2004
อย่างไรก็ตาม ทีมปี 2024 ไม่ใช่ทีมที่แข็งแกร่งที่สุดที่เราเคยเห็น พวกเขากลายเป็นทีมที่เน้นการตั้งรับเหนียวแน่น และอาศัยการทำประตูจากจังหวะฉาบฉวยเป็นหลัก
เช็ก มีการเปลี่ยนกุนซือเมื่อไม่นานมานี้ หลังจาก ยาโรสลาฟ ซิลฮาวี ก้าวลงจากตำแหน่งเหตุแบกรับความกดดันไม่ไหว และเป็น อิวาน ฮาเซ็ค อดีตกัปตันทีมเช็กโกสโลวะเกีย ชุดลุยศึกฟุตบอลโลก 1990 ที่ได้โอกาสกลับมาคุมทีมเป็นครั้งที่สอง และสิ่งต่างๆ ไปได้สวยในแง่ของการเตรียมตัว เพราะพวกเขาชนะ 4 นัดรวดในเกมกระชับมิตรกับ นอร์เวย์, อาร์เมเนีย, มอลตา และมาซิโดเนียเหนือ
ในด้านเกมรุก แพทริค ชิค ทำผลงานได้น่าประทับใจมากในยูโร 2020 แต่ปัญหาก็คือเขาอาจจำเป็นต้องพยายามทำประตูอย่างโดดเดี่ยว เหตุเพราะการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมทีมอาจไม่มากพอ
ด้านแนวรับ โทมัส ซูเช็ค ของเวสต์แฮม เป็นกองกลางตัวรับที่สามารถสร้างอันตรายจากลูกตั้งเตะได้ด้วย ขณะที่โทมัส โฮลส์ และ ลาดิสลาฟ เครจซี สองคู่หูจาก สปาร์ตา ปราก เป็นกองหลังตัวกลางที่น่าจับตา และมีโอกาสย้ายไปสู่ลีกใหญ่หลังจบยูโรครั้งนี้
เช็ก ต้องเจอกับโปรตุเกสตั้งแต่นัดแรก ทำให้พวกเขาอาจจะตกอยู่ภายใต้แรงกดดันตั้งแต่เริ่ม อย่างไรก็ตามตำแหน่งในรอบน็อกเอาต์ยังถือว่าค่อนข้างเป็นไปได้ เมื่อพิจารณาว่าพวกเขามีเกมเจอจอร์เจีย และทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุด 4 ทีมจะผ่านเข้ารอบไปได้ ซึ่งพวกเขาน่าจะมีลุ้นจากโควต้านั้น