ถอดบทเรียนปี 54 สู่ "แหล่งข้อมูลความจริงหนึ่งเดียว"
จากบทเรียนมหาอุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์เมื่อปี 2554 ที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับปัญหาข้อมูลข่าวสารที่ซ้ำซ้อน ไม่เป็นปัจจุบัน และเกิดความสับสนในการกระจายความช่วยเหลือ นำมาสู่การริเริ่มโครงการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางตั้งแต่ปี 2558 จนเกิดเป็นแอปพลิเคชัน "พ้นภัย" ในปัจจุบัน
การลงนาม MOU ฉบับที่ 3 นี้ ถือเป็นการต่อยอดความสำเร็จจากระยะที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายหลักในการสร้าง “แหล่งข้อมูลความจริงหนึ่งเดียว” (Single Source of Truth) เพื่อให้ทุกหน่วยงานสามารถใช้ข้อมูลชุดเดียวกันในการตัดสินใจ และลงพื้นที่กู้ภัยได้อย่างแม่นยำ
ดึงเทคโนโลยีอวกาศ - โดรน สำรวจพื้นที่เรียลไทม์
ดร.ศิริลักษณ์ พฤกษ์ปิติกุล รองผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ต้องเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศแปรปรวน (Climate Change) GISTDA ในฐานะหน่วยงานหลักด้านข้อมูลเชิงพื้นที่ ได้นำจุดแข็งด้านระบบภูมิสารสนเทศ (GIS) เข้ามาบูรณาการร่วมกับฐานข้อมูลทะเบียนกลางอย่างเต็มรูปแบบ โดยสนับสนุนข้อมูลพิกัด ละติจูด ลองจิจูด และภาพถ่ายดาวเทียมขั้นสูง
นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในการพัฒนาระบบให้บริการภาพถ่ายสถานการณ์ภัยพิบัติจากอากาศยานไร้คนขับ (Drone) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการสำรวจและประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ที่ยากต่อการเข้าถึง เพื่อให้ผู้บริหารสามารถติดตามสถานการณ์น้ำท่วมหรือภัยแล้งได้แบบเรียลไทม์ (Real-time)
ปักหมุดช่วย "กลุ่มเปราะบาง" ส่งชุดธารน้ำใจใน 1-3 วัน
รองผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวเพิ่มเติมว่า หัวใจสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือในครั้งนี้ คือการพุ่งเป้าไปที่ “กลุ่มผู้เปราะบาง” ซึ่งหมายรวมถึงผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผู้พิการ และผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งมักเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดเมื่อเกิดภัยพิบัติ
โดยได้นำร่องดึงเครือข่าย อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เข้ามาเป็นตัวแทนภาคประชาชนในการคัดกรองข้อมูล เยี่ยมบ้าน และปักหมุดตำแหน่งลงในระบบ ทั้งนี้ ผู้เปราะบางสามารถระบุความต้องการสิ่งของจำเป็นผ่านแอปพลิเคชันได้โดยตรง ก่อนที่ระบบจะประมวลผลจัดส่ง “ชุดธารน้ำใจ” ไปยังโรงพยาบาลอำเภอ เพื่อกระจายต่อให้ถึงมือผู้ประสบภัยภายใน 1-3 วัน ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาการบริจาคของที่ไม่ตรงความต้องการได้อย่างตรงจุด
อัปเกรดระบบขั้นสูง เน็ตดับก็ยังทำงานได้
ในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี ระบบได้รับการอัปเกรดด้วยเทคโนโลยี Container เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณผู้ใช้งานมหาศาลจากทั่วประเทศได้พร้อมกันอย่างเสถียร รวมทั้งเพิ่มเครื่องมือ Low Bandwidth สำหรับเจ้าหน้าที่ภาคสนาม ให้ยังคงสามารถตรวจสอบและติดตามการขนส่งทรัพยากรบรรเทาทุกข์ได้ แม้ต้องปฏิบัติงานในพื้นที่ทุรกันดารหรือจุดที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตถูกตัดขาดก็ตาม
เข้มงวดความปลอดภัยข้อมูลตามกฎหมาย PDPA
ทั้งนี้ ภาคีเครือข่ายทั้ง 22 หน่วยงาน ได้ให้ความสำคัญสูงสุดกับการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของผู้ประสบภัย โดยวางมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการรั่วไหลหรือการนำข้อมูลไปใช้โดยมิชอบ
การเดินหน้าขับเคลื่อนตามวัตถุประสงค์หลักทั้ง 9 ประการภายใต้ MOU ฉบับนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ระบบสรุปรายงาน (Dashboard) ทำงานประสานกันเป็นมาตรฐานเดียวทั่วประเทศ แต่ยังนับเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญของประเทศไทย ในการเปลี่ยนผ่านระบบการรับมือภัยพิบัติสู่ยุคดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังแม้ในยามวิกฤตที่สุด
รายชื่อ 22 ภาคีเครือข่ายที่ร่วมลงนาม
สภากาชาดไทย, GISTDA, กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, กรมการปกครอง, กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น, กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, กรมที่ดิน, กรมโยธาธิการและผังเมือง, สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข, สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ, กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร, กรมพัฒนาที่ดิน, กรมชลประทาน, กรมอุตุนิยมวิทยา, สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ, การไฟฟ้านครหลวง, การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค, กรุงเทพมหานคร, มูลนิธิศูนย์ข้อมูลจราจรอัจฉริยะไทย, กรมทางหลวง, กรมทางหลวงชนบท และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
สภากาชาดไทย Thai Red Cross Society