นอกจากปริมาณฝนที่มากกว่าปกติแล้ว เหตุการณ์ครั้งนี้ยังมีลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่งคือ “ฝนตกแช่” (Stagnant Rainfall) หรือฝนที่ตกต่อเนื่องยาวนานโดยไม่มีช่วงให้ระดับน้ำได้ลดลงเลย ตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายนจนถึงหลายวันถัดมา ฝนยังคงตกด้วยความแรงสลับเบา แต่ไม่หยุดสนิท ทำให้ดินอุ้มน้ำจนเต็มความสามารถในการดูดซึมน้ำลดลงจนเหลือศูนย์ น้ำผิวดินจึงไหลบ่าลงคลองอู่ตะเภาอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวันทั้งคืน ปริมาณน้ำที่ไหลเข้ามาแบบไม่หยุดพักนี้ ทำให้ระบบลำน้ำและระบบระบายภายในเขตเมืองไม่สามารถรับมือได้ทัน เกิดการหนุนทับชั้นแล้วชั้นเล่า จนน้ำท่วมทวีความรุนแรงขึ้นในเวลาอันสั้น
เมื่อรวมเข้ากับปริมาณฝนที่ตกหนักกว่าปกติและตกต่อเนื่องหลายวัน ทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่คลองอู่ตะเภามากเกินความสามารถของทั้งดิน ระบบลำน้ำ และระบบระบายน้ำในเขตเมืองในการรองรับ พื้นที่ราบตอนล่างซึ่งเป็นโซนรับน้ำสุดท้ายของลุ่มน้ำถูกน้ำท่วมซ้ำซากอีกครั้ง เหตุการณ์ครั้งนี้จึงเป็นผลลัพธ์ของทั้งสภาพอากาศสุดขั้วและข้อจำกัดด้านภูมิประเทศที่เสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมโดยโครงสร้าง
ความรุนแรงของอุทกภัยครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดสงขลา ทั้งความเสียหายต่อเมือง ที่อยู่อาศัยประชาชน ระบบสาธารณูปโภคล่ม ระบบการขนส่ง เป็นต้น จนจังหวัดสงขลาได้ประกาศเขตภัยพิบัติทั้ง 16 อำเภอ และต้องเร่งอพยพประชาชนจำนวนมากคนออกจากพื้นที่เสี่ยง
เหตุการณ์น้ำท่วมลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาครั้งนี้ เป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนถึงความเปราะบางของพื้นที่ต่อสภาพอากาศที่รุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เป็นความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาและเมืองหาดใหญ่ รวมถึงลุ่มน้ำอื่นๆที่มีลักษณะปัจจัยใกล้เคียง สามารถรับมือกับเหตุการณ์น้ำท่วมที่อาจทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต